28/07/2026
ไวโอลินเก่า เทียบ ไวโอลินใหม่... แบบไหนถึงจะน่าสนใจกว่ากัน... งบประมาณ... จะทำให้คำตอบมันหลากหลาย และที่น่าเสียดาย คือ ยุคของ "better quality" antique European violins & bows ในเมืองไทยมันผ่านไปแล้ว เพราะภาวะทางเศรษฐกิจไทยที่ป่วยเรื้อรังมานานหลายปี
จากความเห็นส่วนตัว... จะตอบว่า "ต้องตั้งงบก่อน และ พยายามทำการบ้านด้วย" ถ้ามีงบไม่เกิน 1 แสน และ อยากได้ไวโอลินที่คุ้มค่าจริงๆ ก็แนะนำไวโอลินใหม่จากช่างจีนที่มีมาตรฐาน และถ้าได้ไปเลือกเองจากงาน Music China ที่เซี่ยงไฮ้ ที่มีจัดทุกปีในเดือนตุลาคม ก็คงสนุกมากสำหรับคนมีงบเฉียดแสน เพราะจะได้ของดี แถมถือว่าได้ไปเที่ยวหนึ่งในมหานครระดับโลกไปด้วย... ส่วนไวโอลินจีนเกรดดีจริงที่บางแห่งลงขายในอีเบย์ในราคาเกือบหนึ่งแสนบาท ร้านก็คงลงไปเพียงเพื่อให้เป็นเครดิตของเวิร์คช๊อปแค่แสดงว่า... ของดีจริงเขาก็มีขายนะ แต่คนขายเขาก็เข้าใจว่าไวโอลินจีนในราคานี้ ไม่มีคนจะกล้าซื้อโดยไม่ได้เห็น ไม่ได้ลองของจริงหรอก... คนจีนเองก็ไม่ซื้อออนไลน์ราคานี้
นักเรียนไวโอลินที่อยู่ในระดับวิทยาลัยดนตรี เช่น ในญี่ปุ่น และอเมริกาเหนือ... ส่วนมากคงใช้ modern Italian violins และจากช่างในประเทศที่มีชื่อเสียงที่จบจากอิตาลีเป็นหลัก ราคาก็ตกราวๆ $16,000-25,000 กันเป็นส่วนใหญ่... จ่ายราคานี้ต้องช่างไม่โนเนม... ส่วนคันชักก็คงราว $2,000-4,000 ซื้อง่าย ขายคล่อง เพราะร้านก็สามารถช่วยจัดการเรื่องผ่อนกับธนาคารกันได้ง่ายๆ สามารถผ่อนจ่ายได้ยาวนาน... จึงสะดวกในการเป็นหนี้มาก...
ส่วนงบต่ำลง เช่น 50,000 บาท อยากใช้ old European violins ก็เดาไว้ก่อนเลยว่าไวโอลินนั้นเป็น German factory grade ธรรมดา หรืออย่างมากก็แค่ better grade factory... หากแยกแยะเองไม่ได้ ลองเล่นเองก็ไม่ค่อยถนัด ตรวจประเมินสภาพเองก็ไม่เป็น บวกกับไม่ได้ตรวจสอบราคาตลาดมาก่อน ก็มักจะซื้อพลาด เพราะงบนี้คือเกรดธรรมดาที่สุด ส่วนจะหาให้ได้ "คุณภาพดี" เทียบเท่ากับไวโอลินใหม่จากช่างจีนเก่งๆ ในงบเดียวกัน... คงสู้ไวโอลินจีนไม่ได้
ส่วนงบไม่เกิน 25,000 บาท... ก็ซื้อจากผู้ขาย "บางราย" ที่เคยแนะนำไว้จากในอีเบย์ หรือ อาลีฯ ก็ได้ เพราะเท่าที่เห็นตัวอย่างจากหลายคนที่ซื้อมา.... คุ้มค่าเงินทุกชิ้น...
เคยเห็น German factory violin สภาพซอมซ่อของนักเรียนหนุ่มใหญ่คนหนึ่ง เขาเล่าว่าครูเขาขายให้ ครูบอกว่าคุณภาพ "ใช้โซโล่ได้เลย ราคา 70,000 บาท"... ครูตกลงว่าให้ผ่อนยาว 48 เดือน.... เราได้แต่อึ้ง... พูดอะไรไม่ถนัด เพราะมองแล้ว น่าจะ 35,000 บาท สภาพก็ยังไม่ได้ปรับแต่ง แถมครูใจดีมาก... ให้ผ่อนยาวเสียด้วย เพื่อจะได้จ่ายค่าเรียนไปด้วยอีกตั้งสี่ปี (70,000 + 115,200)... ใจร้ายมาก... ความเชื่อใจ และไม่รู้จักทำการบ้านเองบ้างเลย... มักให้ผลำม่ดี
ไวโอลินเก่าในราคาไม่เกิน 5 หมื่น มักจะเป็น factory grade violin จากเยอรมัน หรือ ยุโรปตะวันออกเสียทั้งหมด และเป็นเกรด beginner เกือบทั้งหมด ยิ่งติดฉลากที่ไม่บอกชื่อช่าง หรือ ชื่อ workshop ก็จัดอยู่ในกลุ่มนี้ มองง่ายๆ แค่นี้... ส่วนถ้าไม่มีฉลาก ดูไม่เป็น ก็คงต้องเดาเอาเองว่าเป็นประเทศไหนกันแน่ และ บางทีฉลากเป็นกระดาษมีข้อความระบุชื่อช่าง ทำนองอิตาเลี่ยน พิมพ์เป็นตัวอักษรพิมพ์ดีด หรือพิมพ์จากเครื่องพิมพ์ สีของกระดาษเหมือนเอาไปชุบกาแฟ หรือน้ำชามาก่อนให้ดูเก่าๆ ขลังๆ แต่ไวโอลินมีลักษณะทำจากแถวยุโรปตะวันออก ผิววานิชบางจุด จงใจทำรอยถลอกๆ นัวๆ เหมือนโดนปัดกระดาษทรายมา จะให้ดูว่าถูกใช้มาโชกโชน ต้องดีแน่... แบบนี้ก็ยังเคยเห็น คือ คนทำคงพยายามจะเพิ่มมูลค่า
ส่วนไวโอลินเก่าของเยอรมันที่ถือว่าเป็น better grade factory violin หากมี "สภาพค่อนข้างดีพร้อมใช้" (อายุราว 60 ปีขึ้นไป) ก็น่าจะมีราคาในต่างประเทศ ราวๆ 5 หมื่นบาท up... เช่น ที่เป็นของจากโรงงานของ Roth, Heberlein, Bausch etc. ครูไวโอลินในต่างประเทศก็มักจะบอกแบบนี้กันเป็นส่วนมาก... และถ้าเป็นของเก่าดูสภาพน่าจะเป็นร้อยปี และบนฉลากพิมพ์ว่า made in Germany ก็รู้เลยว่า คือ กลุ่มไวโอลินเยอรมัน เกรดนักเรียนจำนวนมากมายที่ถูกส่งไปขายในอเมริกา มีจำนวนหลักหมื่นชิ้นในแต่ละปี เริ่มต้องระบุ place of origin ในราว +/- ปี 1890 เป็นต้นมา... ช่วงนั้นไวโอลินเยอรมันราคาขายในนิวยอร์ค แค่ $10-30, ไวโอลินฝรั่งเศส $30-50, ไวโอลินอิตาเลี่ยน $50-300...โดยประมาณ เทียบค่าเงิน USD1 = THB 8-10 ค่าเงินดอลล่าตอนนั้น... (ถูกจริงๆ และค่าเงินของไทยก็ถอยหลังลงคลองมาเรื่อย... ประเทศไทยยิ่งเจริญ คนไทยยิ่งจน)
ไวโอลินฝรั่งเศสเก่าที่คุ้มค่า ที่อาจพอหาได้ในราคาราว 4 - 6 หมื่นบาท แล้วแต่สภาพที่ขายในอเมริกาตอนนี้ (ถือว่าต่ำสุด เป็น lower price violin) ก็เป็นไวโอลินฝรั่งเศสเก่าที่ติดฉลาก (รุ่น) Medio Fino จากร้าน JTL, Paris อายุราวๆ +/- 80 ปีถือว่าเป็นเกรดระดับต้นเท่านั้นเอง แต่ยอมรับกันทั่วไปว่าคุณภาพเสียงดีมากสำหรับนักเรียนฝรั่งมือใหม่ที่มีงบสูง (Medio Fino นี้ส่วนหนึ่งก็เป็นไวโอลินมาจากเยอรมัน เอามาติดฉลากในฝรั่งเศส)
ส่วนการซื้อ หรือ ประมูล "ไวโอลินเก่าจาก อีเบย์" เป็นอะไรที่เสี่ยงมากที่สุด เพราะตัวไวโอลินและฉลาก อาจไม่ตรงกัน หรือไม่ก็เป็นฉลากที่มีชื่อช่างที่หา ที่มา ที่ไปไม่ได้ คือไม่มีชื่ออยู่ในสารบบของช่างไวโอลิน (เป็นแค่ make up name ไม่มีตัวตนจริง) หรือ ไม่มีฉลาก และอาจจะเป็นไวโอลินที่มีปัญหาบางอย่างซ่อนอยู่ด้วย ร้านไวโอลินเลยเอามาลงประมูล เช่น มีบางจุดที่ต้องซ่อม (จากภาพถ่ายมองไม่รู้) งานซ่อมที่จัดว่าเป็นงานจุกจิก เสียเวลามาก ไม่คุ้มค่าแรงที่ร้านจะเสียเวลาซ่อม ซ่อมแล้วเอาไปตั้งขายในร้านก็ไม่ค่อยได้ราคาเพราะเกรดไม่ดี ก็เลยเอาไปลงประมูล ขายๆ ไปซะ จะคุ้มกว่า จึงมักมีคนจีนชอบมาประมูลไวโอลินกลุ่มนี้เยอะ ก็เพื่อเอาไปซ่อมเอง เพราะในจีน ช่างหาง่าย เก่ง และค่าซ่อมก็ถูก ขายต่อจะได้ราคาดี
การซื้อ antique European workshop violins จากคนขายที่ไม่ใช่ dealer โดยคนซื้อตัดสินจากชื่อบนฉลากที่ดูว่าเก่าๆ อย่างเดียวก็ควรระวัง ขอยกตัวอย่างความเข้าใจผิดจากเรื่องจริง อันเกิดจากความขาดข้อมูล คือ มีระดับผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง (เสียชีวิตไปแล้ว) เป็นระดับ ดร. ชื่อดัง คุณพ่อท่านเป็นอดีตนักเรียนทุนในสมัย ร. 6 หัดไวโอลินในต่างประเทศ เมื่อเรียนจบก็เอาไวโอลินกลับมาด้วย ดร. ท่านนี้ก็เลยรับช่วงใช้ไวโอลินตัวนี้ต่อมาเรื่อยและภูมิใจมาก มักจะอวดไวโอลินที่พ่อของท่านเคยใช้... ว่าเป็นไวโอลินอิตาเลียนให้นักไวโอลินที่รู้จักดูเสมอ เพราะความเข้าใจผิด เนื่องจากบนฉลากนั้นเป็นชื่อ นามสกุล Italian sounding name แต่ท่านไม่เคยรู้ว่า ชื่อนั้น เป็นแค่ "make up name" ที่ JTL, Paris ใช้เป็น "หนึ่งในชื่อรุ่น" ของ better grade violin มันจึงเป็นไวโอลินฝรั่งเศสดีๆ นี่เอง... นี่คือตัวอย่างจริงที่อาจเกิดขึ้นกับคนเชื่อแค่ฉลาก และดูอะไรๆ นอกจากนั้นไม่เป็น ราคาตลาดในยุโรปในวันนี้ของไวโอลินที่ว่านี้ ถ้าสภาพดีก็น่าจะราว 3 แสนบาท (ไม่ใช่หลักเป็นล้านอย่างที่ท่านเจ้าของเคยเดาเอาเอง) และที่น่าเศร้าคือ เคยเอาไปให้ช่างไทยมือสมัครเล่นซ่อมมาจนสภาพยับเยิน... เรียกได้ว่าถ้าขายก็ราคาตกฮวบ สุดท้ายหลังท่านเสียชีวิต ต้องไปบอกความจริง และแนะนำภรรยาท่านว่า ถ้าคิดจะแก้ไข ก็คงต้องส่งไปให้ลูกท่านที่อยู่อเมริกาเอาไปซ่อมถึงจะกู้สภาพกลับมาได้
ซื้อไวโอลินเก่า... เมื่อจะจ่ายเงินก็ควรรู้ข้อมูลไว้ระดับหนึ่งด้วย (ค้นคว้าเองและข้อมูลจากดีลเลอร์)... ตัวอย่างไวโอลินตามภาพเป็น French workshop violin ทำในระหว่างปี 1925-1930, ไม้แผ่นหลังลายสวยงาม ไม้แผ่นหน้าเห็นได้ชัดว่าเอามาจากต้น Spruce ที่มีลำต้นใหญ่มากเพราะลายถี่แน่นเท่ากันทั้งแผ่น ส่วนสภาพก็ mint condition อายุเกือบ 100 ปี ทำจาก Marc Labert workshop, Mirecourt แต่ว่าติดฉลากของ Leon Bernardel, Paris สังเกตุว่า French purfling style นั้นจะนิยมฝังอยู่ใกล้ขอบไวโอลินมากกว่าปกติ เห็นชัดเจนมาก
การที่เราพอมีข้อมูลของ antique violin ที่เราต้องการซื้อในระดับหนึ่งจะยิ่งดี เพราะจะคาดเดาคุณภาพและสอบราคาตลาดโลกเพื่อต่อรองราคาได้ เช่น คนซื้อรู้ว่า ไวโอลินนี้เดิมขายออกจาก Bernardel workshop, Paris เป็นหนึ่งในร้านที่มีชื่อเสียงในยุคนั้น มีลูกค้าเป็น French conservatory students (เป็นเกรด advancing level) และ Bernardel ก็เป็นพันธมิตรกับอีกสอง workshops ที่มีชื่อเสียง คือ Gant และ Labert... ไวโอลินราคากลางๆ ที่ขายออกจากร้าน Bernardel ในปารีส ส่วนหนึ่งจะเป็นของที่ซื้อต่อมาจาก Gant หรือไม่ก็ Labert คัดมาแล้วก็เอามาติดฉลากของตัวเอง โดยระบุบนฉลากแค่ว่าเป็นไวโอลินที่เขาคัดมา... ส่วนที่ appraiser รู้ว่ามาจาก Labert workshop แน่นอนก็เพราะว่า ลักษณะฝีมือช่าง และลักษณะของไม้ที่ใช้ทำแผ่นหน้าหลัง ไม้คอ และลักษณะของสีและวิธีการลงวานิช เป็นกลุ่มเดียวกับไวโอลินที่ติดฉลากของ Marc Labert workshop ในช่วงปีนั้น การจะซื้อไวโอลินเก่าเกรด workshop ราคากลางๆ ขึ้นไป ก็ควรจะรู้ข้อมูลคร่าวๆ เช่นนี้ไว้บ้าง จะได้ไม่ต้องจ่ายผิดราคา และจะต้องมี certificate จาก dealer หรือจาก appraiser มาด้วยเสมอ จะเชื่อแต่ลมปากคนขายไม่ได้... ถ้าเป็นไปได้ถ้าราคาสูง ก็ควรซื้อจาก professional dealers หรือ ร้านที่สามารถออก certificate ให้ได้จะเหมาะที่สุด