เส้นทาง

Goon Zue Faction ข้อมูลติดต่อ แผนที่และเส้นทาง แบบฟอร์มติดต่อ เวลาทำการ บริการ คะแนนรีวิว รูปภาพ วิดีโอ และข่าวสารจาก Goon Zue Faction, Bangkok

พอเป้าหมายของธุรกิจไม่ใช่กำไรไปทั้งหมด ก็จะมีอะไรๆที่น่ารักใจฟูแบบนี้ 👵🏻🧓🏻 💗 🍞🧃🍡🏠
03/10/2026

พอเป้าหมายของธุรกิจไม่ใช่กำไรไปทั้งหมด ก็จะมีอะไรๆที่น่ารักใจฟูแบบนี้
👵🏻🧓🏻 💗 🍞🧃🍡🏠

【Lawson สาขาที่ยอมกำไรน้อยกว่าที่อื่น】

โดยปกติ การที่ Lawson จะเปิดร้านสะดวกซื้อสักสาขาหนึ่ง
ต้องมีประชากรอยู่บริเวณนั้นเกิน 3,000 คนขึ้นไป
ถึงจะทำกำไรได้

แต่ที่เมืองอิชิโนะมากิ ในจังหวัดมิยากิแห่งนี้
มีประชากรเพียง 1,900 คน
ลดลงจาก 3,900 คนในอดีตตั้งแต่เกิดแผ่นดินไหวใหญ่

ร้านค้า "หนึ่งเดียว" ในเมือง คือ
ร้าน Nikkori Shoten
เจ้าของทำธุรกิจค้าส่งอาหารทะเลแช่แข็ง
แต่พยายามอำนวยความสะดวกชาวเมือง
แทนที่ร้านรวงต่าง ๆ ที่ปิดตัวไปตั้งแต่ประสบภัยแผ่นดินไหว

ร้านเล็ก ๆ มีเครื่องปรุงวางจำหน่ายอยู่ 4-5 ชนิด
มีตะกร้าใส่ส้ม แอปเปิ้ล อย่างละ 3 ลูก
วางอยู่หน้าร้านอย่างเหงา ๆ

แถมเจ้าของก็ยุ่งกับการขายอาหารทะเล
ร้านนี้จึงเปิดวันเว้นวัน
เพียงอาทิตย์ละ 4 วันเท่านั้น
++
Lawson เห็นความลำบากของผู้คนในเมืองเหล่านี้
เมืองที่ประสบภัยพิบัติแล้วประชากรลดลง
เมืองที่มีแต่ผู้สูงอายุ เดินทางไปซื้อของลำบาก
พวกเขาจึงพยายามลองหาวิธีเปิดร้านสะดวกซื้อ
ที่พอจะอยู่รอดในพื้นที่ห่างไกลเช่นนี้

กลยุทธ์ที่ Lawson ทำ คือ ...
1. ลดการตกแต่งร้านตามแบบ Lawson
พยายามคงโครงสร้างตึกเดิมให้ได้มากที่สุด
ติดป้ายใหม่เพิ่มแค่ป้าย Lawson สีฟ้า
ลดต้นทุนค่าก่อสร้างให้ได้มากที่สุด

2. อะไรที่มีในร้านเดิม ใช้ได้ ก็ใช้
กรณีร้าน Nikkori นั้น
Lawson ตัดสินใจใช้ตู้เย็น
และตู้แช่แข็งเดิมของทางร้าน
เพื่อให้ต้นทุนการตกแต่งร้านต่ำ

3. ลดสินค้าที่วางขาย
เหลือแค่สินค้าที่จำเป็นจริง ๆ

ปรกติ Lawson ต้องมีสินค้าขายอย่างน้อย 3,000 รายการ
แต่ที่นี่ ลดเหลือ 1,000 รายการเท่านั้น
++
วันเปิดตัววันแรก มีคนมาเยือนถึง 600 คน
สูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ถึง 2 เท่า

คุณตาคนหนึ่งบอกว่า
"ดีใจที่ Lawson มาเปิด
จะได้มีที่ถ่ายเอกสารใกล้ ๆ"

คุณยายอีกคน ซื้อกล้วยกับเบนโตะไปเต็มตะกร้า
ตื่นเต้นที่ไม่ได้จับสินค้าจากร้านสะดวกซื้อมานาน
++
สิ่งที่ดิฉันชอบที่สุด คือ วิธีตั้งชื่อร้านของ Lawson ค่ะ
เขาเลือกใช้ชื่อโปรเจ็คว่า
"With Lawson"

อย่างร้านที่อิชิโนะมากิ ก็ชื่อ
"Nikkori Shoten With Lawson"

Lawson ไม่ได้ตะลุยเข้าไปเปิดร้านใหม่
แบบตู้มต้ามในพื้นที่
แต่เลือกใช้คำว่า "With"
เสมือนโค้งศีรษะ ขอเข้ามาอยู่ด้วย

ทำร่วมกับคนท้องถิ่น
วันเปิดงาน มีเชิญเด็กโรงเรียนประถมมาแสดงโชว์
เชิญคนในท้องถิ่นมาร่วมงานอย่างอบอุ่น
++
นักธุรกิจทั่วไป คงไม่กล้าเปิดร้านค้าในย่าน
ห่างไกล ประชากรก็น้อย
กำลังซื้อไม่สูงนัก
คำนวณรายได้ยังไงก็ดูจะไม่รอด

แต่ Lawson กลับเริ่มจาก
ความพยายามตั้งใจช่วยเหลือคนที่ต้องการความสะดวก
หาวิธีทำธุรกิจให้อยู่รอดได้ โดยลดต้นทุนถึงที่สุด
เพื่อช่วยผู้คน

เมื่อธุรกิจเติบโตใหญ่พออยู่ได้
พวกเขาแบ่งทรัพยากรมาทำธุรกิจ
แบบกำไรไม่มาก แต่ช่วยคนที่ทุกข์ร้อนได้เยอะ

อยู่รอด ปรับตัว และช่วยเหลือผู้คน

ป.ล. หลักปรัชญา (ริเน็น) ของ Lawson คือ
"เราจะสร้างความสุขให้กับ
ผู้คนและชุมชนที่เราอยู่ร่วมกับทุกคน” ค่ะ

Very good learning
03/10/2026

Very good learning

เคยได้ยินไหมคำนี้ "อย่าทำงานเสร็จไว เดี๋ยวจะได้งานเพิ่ม" หรือ "ใครทนได้ก็ทนไป ทนไม่ได้ก็ออก"

สองประโยคนี้ไม่ได้เป็นแค่คำบ่นในออฟฟิศ มันคืออาการของระบบงานในองค์กรที่ใกล้จะล้มเต็มทีแล้ว

หลายวันที่ผ่านมา กระเป๋าผู้โดยสารการบินไทยตกค้างที่สุวรรณภูมิกว่า 5,600 ใบ คนรอรับกระเป๋ากัน 5–6 ชั่วโมง แล้วก็มีคลิปผู้โดยสารรุมกดดันน้องพนักงานที่เคาน์เตอร์จนร้องไห้ ผมเข้าใจความโกรธของผู้โดยสารนะ เพราะถ้าเกิดลงเครื่องมาแล้วรู้ว่ากระเป๋าผมโดนบินกลับไปต่างประเทศแล้ว โดยไม่มีใครเอากระเป๋าลงจากเครื่อง ผมคงสลิ้งแตกเหมือนกัน

ต้นตอของเหตุการณ์นี้จริงๆเกิดจาก ปกติงานภาคพื้นต้องใช้คนราว 500 คน และ loadmaster ที่มีใบอนุญาตราว 45 คนต่อวัน พอน้ำท่วมจนพนักงานเดินทางมาไม่ได้ เหลือคนราว 200–300 คน และ loadmaster เหลือราว 20 คน ระบบก็ล่มทันที เพราะคนไม่พอ และคนที่มางาน พอเห็นว่าโหลดงานเกิดทำงานข้ามวันข้ามคืน แถมต้องลุยน้ำมาทำอีก ก็ตัดสินใจลาไปเลยดีกว่า ปัญหาคนไม่พอเลยยิ่งแรงมากขึ้นเรื่อยๆในวันถัดๆมา

แล้ว CEO ก็ให้สัมภาษณ์ว่า "ปัญหาอยู่ที่หน้างาน ไม่ใช่นโยบาย" (มึงโทษคนข้างล่างต่ออีกเนอะ จะบอกว่าคนออกนโยบาย ผู้บริหารไม่ผิดเลยว่าว่างั้นนน?) พนักงานบางคนเล่าสภาพหน้างานด้วยนะว่าควงกะติดกันจนไม่ได้กินน้ำหรือเข้าห้องน้ำ บางวันก็มีแค่กล้วยลูกเดียวไว้กินทั้งกะ

น้ำท่วมเป็นเหตุสุดวิสัยจริง ผมไม่เถียง แต่ระบบที่พังทันทีเมื่อคนหายไปวันเดียว คือระบบที่ไม่ได้ถูกออกแบบมาโดยคนที่เข้าใจหน้างานจริงๆ และการไม่เผื่ออะไรไว้เลย มักคือการตัดสินใจของคนข้างบนเสมอ คนที่บริหารบนหอคอยงาช้าง เน้นหล่อสวย ไม่มาเกลือกกลั้วกับ Operation

การบินไทยลดพนักงานจากราว 29,500 คนในปี 2562 เหลือราว 15,200 คน ผลจากช่วงฟื้นฟูกิจการ หายไปเกือบครึ่ง ซึ่งหลายคนพูดตรงกันว่า คนที่ออกไปก่อนตอนลดคน คือคนที่ทำงานมานาน ประสบการณ์สูง และเงินเดือนสูง

และภาพนี้ ผมเห็นมาในแทบทุกองค์กรที่เคยเจอ
━━━━━━━━━━

1️⃣ คน 10 คน ทำงานจริง 2 คน
ทุกองค์กรมี keyman อยู่ไม่กี่คน คือคนที่รู้งานจริง แก้ปัญหาได้จริง และงานเดินได้เพราะเขา
ปัญหาคือคนข้างบนมองไม่เห็นคนกลุ่มนี้ เพราะคนที่ทำงานเก่งมักทำให้งานดูง่าย ยิ่งทำได้ ยิ่งได้งานเพิ่ม จนกลายเป็นที่มาของประโยค "อย่าทำงานเกินหน้า"

ดูกรณีนี้ก็ได้ ทหารราว 100 นายที่การท่าฯส่งมาช่วยขนกระเป๋า แต่ไม่มีใครรู้ว่าต้องขนไปวางตรงไหน ต้องส่งไปให้ใคร ทหารมาช่วยยกของได้ แต่มาแทน loadmaster ที่ต้องมีใบอนุญาตไม่ได้ คอขวดจริงไม่เคยอยู่ที่จำนวนหัว มันอยู่ที่คนไม่กี่คนที่ทำงานนั้นเป็น

2️⃣ Efficiency ที่มาจากการขูด keyman
พอฝ่ายบริหารอยากลดต้นทุนในนามของคำว่า Efficiency วิธีที่ง่ายที่สุดคือจ้างเด็กฝึกงาน จ้าง outsource จ่ายเงินน้อยลง ตัวเลขหัวคนดูเท่าเดิม ภาพภายนอกเหมือนคนพอ

แต่คนนอกไม่เข้าใจงาน งานจึงไม่ได้กระจายออกไปจริง สุดท้ายมันไหลกลับมาที่ keyman เหมือนเดิม แถมต้องมานั่งสอน นั่งตามแก้ งานของคนเก่งเลยหนักกว่าเดิมอีก

ประหยัดเงินได้ในงบ แต่ไปจ่ายด้วยแรงของคนที่องค์กรเสียไม่ได้มากที่สุด นับวันยิ่งเหนื่อยล้า นับวันยิ่งสะสม แต่เขาก็อดทนทำไปเรื่อยๆ เพราะกลัวว่าถ้าเขาออกระบบจะล่ม เลยเสียสละเพื่อองค์กร แต่คนกลุ่มนี้ที่เสียสละมากที่สุด ทำงานเก่งที่สุด เรียกร้องน้อยที่สุด กลับโดนลงโทษจากองค์กรมากที่สุด และ Manager มักไม่เคยเห็นค่าเขา

3️⃣ ผู้จัดการที่ไม่กล้าขอทรัพยากร
ผู้จัดการหลายคนอยากเป็นคนที่ "จัดการได้" ไม่อยากขอคนเพิ่ม ไม่อยากของบเพิ่ม เพราะกลัวข้างบนมองว่าบริหารไม่เป็น

ผลคือไปรีดเอาจากคนข้างล่างโดยไม่รู้ตัว คนหน้างานบอกว่า "คนไม่พอพี่!" ก็ได้คำตอบกลับมาว่า "พอ" ที่พอ ก็เพราะหารเฉลี่ยแล้วมันพอ แต่งานไม่ได้กระจายเท่ากันทุกคน มันไปกองอยู่ที่ไม่กี่คนเสมอ

4️⃣ ระบบที่ใช้คนสุดทุกวัน จะพังในวันที่มีเรื่อง
ระบบที่รีดทุกอย่างจนตึง ในวันปกติจะดู Efficient มาก แต่มันไม่มีที่ว่างให้รับแรงกระแทกเลย พอวันไหนมีเรื่อง ไม่ว่าจะน้ำท่วม คนป่วย หรือ keyman ลาออก มันไม่ได้แค่ช้าลง มันจะพังทั้งระบบ

พนักงานการบินไทยคนหนึ่งเล่าในโซเชียลว่า ช่วงวิกฤตทำงานจนเกือบสว่างทุกวัน กลุ่ม Line ที่ปกติมีข้อความสั่งงานวันละหลายสิบข้อความกลับเงียบ รุ่นพี่ต้องซื้อข้าวซื้อน้ำมาแจกกันเอง แล้วคนที่ต้องยืนตอบคำถามผู้โดยสารก็คือคนที่ไม่มีข้อมูลอะไรในมือเลย

และเมื่อ keyman ถึงฟางเส้นสุดท้าย เขาไม่ได้ร้องเรียนใครนะครับ เขาเงียบแล้วลาออก ถึงตอนนั้นค่อยรู้ว่างานทั้งหมดจริงๆแล้วมันรันได้เพราะใคร
━━━━━━━━━━

ในฐานะนักลงทุน ผมมองเรื่องนี้อีกมุมด้วย
เวลาบริษัทไหนประกาศว่า margin ดีขึ้นเพราะคุมต้นทุนได้เก่ง ให้ถามต่อว่ามันมาจากระบบที่ดีขึ้นจริง หรือมาจากการรีดคนที่เหลืออยู่

เพราะแบบหลังมันไม่ได้หายไปไหน มันแค่กำลังกลายเป็นระเบิดเวลาที่กำลังประทุ องค์กรกำลังทรมานคนที่ทำงานเก่งทำงานดี สร้างระบบที่ทำให้พนักงานไม่อยากทุ่มเท เอาแต่ไปสนใจ "นัก Manage" หรือ Manager ที่ไม่ได้เน้นสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ดี แต่เน้นแค่เลข KPI กับการคุม Cost ที่ไม่ได้เข้าใจเลยว่า Flow ของงานมันกำลังไปโหลดตรงไหนมากเกินไป เข้าใจแค่การขูดรีดเพื่อผู้บริหาร แต่ไม่ได้มองภาพใหญ่ว่าอะไรกำลังเกิดขึ้นอยู่ตรงหน้า

ถ้าระบบของคุณจะพังทันทีเมื่อคนสองคนหายไป คุณไม่ได้บริหารเก่งหรอกครับ
คุณแค่โชคดีที่เขายังไม่ลาออก รัก Keyman ของคุณให้มากๆนะครับ เพราะเมื่อถึงวันนั้นที่เขาทนไม่ไหว ระวังจะเกิดแบบการบินไทยวันนี้
―

#การบินไทย #บริหารคน #ลงทุนหุ้น

🧠⚡️ 🧠⚡️ 🧠⚡️ 🧠⚡️
03/10/2026

🧠⚡️ 🧠⚡️ 🧠⚡️ 🧠⚡️

โดรนสามตัวบินพร้อมกันเป็นฝูง ทั้งที่สมองที่ควบคุมแต่ละตัวไม่เคยเชื่อมต่อหรือคุยกันเลยสักคำ เพราะทุกตัวใช้ "สมองแมลงวัน" ชุดเดียวกัน ก็อปปี้ไปแยกใส่คนละตัว แถมไม่ต้องฝึกเพิ่มแม้แต่นิดเดียว

ปลายเดือนกันยายน 2026 นายอาร์ม 9arm ยูทูบเบอร์ผู้ติดตามกว่า 1.6 ล้านคน หยิบคลิปจากไลฟ์สตรีมสมาชิกมาเล่าเป็นเรื่องแรกหลังกลับจากทริปเมืองไทย ตั้งชื่อคลิปว่า "เมื่อเรา Opensource สมองแมลงวัน" เพราะมองว่าเรื่องนี้ "มหัศจรรย์" เกินกว่าจะไม่เอามาเล่าต่อ

เรื่องที่เล่าคือ Google Research กับทีม HHMI Janelia ประกาศเมื่อ 3 กันยายน 2026 ว่าแมพระบบประสาทส่วนกลางของแมลงวันตัวผู้ได้ครบ 100% เป็นครั้งแรก ทั้งสมองสองซีกและ "ไขสันหลัง" รวมเซลล์ประสาท 166,700 เซลล์ เชื่อมกันด้วย synapse กว่า 125 ล้านจุด ตีพิมพ์ในวารสาร Cell (ตัวเลข 50 ล้าน synapse ที่หลายคนจำกันมา จริงๆ เป็นของอีกงานวิจัยคือ FlyWire ปี 2024 ที่แมปสมองแมลงวันตัวเมียอย่างเดียว คนละชุดข้อมูลกันเลย)

ส่วนที่ทำให้คนทั้งโลกอึ้งคือ นักวิจัยไม่ได้ฝึกมันเลยสักนิด แค่เอาแผนผังเส้นประสาทที่แมพมาทั้งหมดไปเปิดในโปรแกรมจำลอง แล้วป้อน "กลิ่นกล้วย" จำลองเข้าไปที่เซลล์รับกลิ่น แมลงวันดิจิทัลที่ไม่เคยมีตัวตนจริงก็บินเข้าหากลิ่นนั้นได้เองทันที โดนฝุ่นเปื้อนตัวก็ถูขาทำความสะอาดตัวเองเหมือนแมลงวันจริงทุกประการ แค่ต่อสายไฟตามผังที่ธรรมชาติวางไว้เฉยๆ แล้วมันก็ "เป็น" แมลงวันขึ้นมาเองโดยไม่มีใครสอนสักคำ

จากนั้นกระแสก็บวมขึ้นเรื่อยๆ เริ่มจาก Evan Sinclair Smith ที่เอาแผนผังเดียวกันนี้ไปใส่ตัวละครในเกม Minecraft ตั้งชื่อโปรเจกต์ว่า NeuroCraft Fly แล้วลองปล่อยแมลงวันดิจิทัลตัวผู้กับตัวเมียให้เจอกันในเกม ตามที่ 9arm เล่าในคลิปนิวรอนที่ทำหน้าที่สัมผัสเพศตรงข้ามของตัวผู้ activate ทันทีที่เจอตัวเมีย แล้วถูกแมพไปเป็นท่ากระพือปีกกับเสียงในเกม กลายเป็นพฤติกรรม "จีบ" แบบเดียวกับที่แมลงวันจริงทำ ทั้งที่ไม่มีใครเขียนโค้ดสั่งให้มันจีบใครเลยสักบรรทัด

หลังจากนั้นอินเทอร์เน็ตก็ยึดเอาสมองแมลงวันชุดนี้ไปเล่นกันทั่ว เพราะ Google เปิดให้ดาวน์โหลดฟรี ใครจะรีเทรนไปทำอะไรก็ได้ นักพัฒนาชื่อ Lyra Bubbles เอาไปต่อกับเกม Beat Saber จนสื่อ Dexerto ต้องเขียนข่าว (8 ก.ย.) Nick Walton เอาไปไขรูบิกคิวบ์จนวิดีโอมียอดชมหลักแสน (11 ก.ย.)

บัญชี X ชื่อ Spike 1% ก็อปปี้สมองเดียวกันนี้สามชุดไปคุมโดรนสามลำพร้อมกันตามที่เล่าไปตอนเปิดเรื่อง (15 ก.ย.) และสื่อ Protos รายงานว่ามีคนเอาไปลองเทรดคริปโตดู ผลคือขาดทุนแค่ 1% เท่านั้น ยังไม่นับที่ 9arm เล่าสนุกๆ ว่ามีคนลองให้มันเล่นหมากรุก Subway Surfers เกมไดโนเสาร์ ไปจนถึงจอดรถถอยหลัง (ส่วนนี้ยังไม่มีข่าวยืนยันแยกชิ้น)

ประเด็นที่ลึกกว่าความฮาคือเรื่องพลังงาน สมองจำลองนี้ใช้ไฟแค่ราว 1 มิลลิวัตต์ก็ทำงานได้ขนาดนี้ ขณะที่การเทรนและรันโมเดล AI แนวหน้าทุกวันนี้กินไฟระดับเมกะวัตต์ ทั้งที่ขนาดโครงข่ายของมันเทียบเท่าโมเดลแค่ 50-125 ล้านพารามิเตอร์เท่านั้น 9arm โยงเรื่องนี้กับสถาปัตยกรรม Mixture-of-Experts หรือ MoE ที่ AI แนวหน้าปัจจุบันใช้กัน คือเปิดใช้งานแค่บางส่วนของโมเดลตามความจำเป็น เหมือนสมองสิ่งมีชีวิตที่ใช้เฉพาะเซลล์ประสาทที่จำเป็นต่องานตรงหน้าเท่านั้น

สิ่งที่ได้เรียนรู้จากเรื่องนี้คือ ธรรมชาติแก้โจทย์เรื่องประสิทธิภาพพลังงานไปนานแล้ว วิวัฒนาการใช้เวลาหลายล้านปี "เทรน" ตำแหน่งเส้นประสาทแมลงวันให้เหมาะกับงานที่สุดโดยไม่เสียค่าไฟสักหน่วย

ขณะที่วงการ AI ทุกวันนี้ยังต้องทุ่มข้อมูลและพลังงานมหาศาลเพื่อให้โมเดลฉลาดขึ้นทีละนิด เรื่องสนุกๆ ของแมลงวันตัวนี้เลยไม่ใช่แค่มุกตลกที่เอาไปเล่นเกม แต่เป็นคำใบ้ว่าทางลัดสู่ AI ที่ฉลาดและประหยัดพลังงานกว่านี้ อาจไม่ได้อยู่ที่การสร้างโมเดลให้ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ แต่อยู่ที่การเรียนรู้จากดีไซน์ที่ธรรมชาติทำสำเร็จไปแล้ว

อ้างอิง: คลิป "เมื่อเรา Opensource สมองแมลงวัน" ช่อง 9arm และงานวิจัย MaleCNS v1.0 ใน Cell โดย HHMI Janelia Research Campus และ Google Research

#แมลงวัน #แอดพี

🤔 🇯🇵 ทำไม “โตเกียว” รอดน้ำท่วม แม้ฝนตกนาน 34 วัน?* 🌧️ ฝนไม่ได้เทลงมาพร้อมกัน — แม้ฝนตกยาว แต่ไม่ได้กระจุกตัวหนักในช่วงเว...
03/10/2026

🤔

🇯🇵 ทำไม “โตเกียว” รอดน้ำท่วม แม้ฝนตกนาน 34 วัน?

* 🌧️ ฝนไม่ได้เทลงมาพร้อมกัน — แม้ฝนตกยาว แต่ไม่ได้กระจุกตัวหนักในช่วงเวลาสั้น ๆ

* 🏙️ วางผังเมืองรับมือน้ำท่วม — มีระบบระบายน้ำและบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ

* 🚇 มีอุโมงค์ระบายน้ำใต้ดินขนาดใหญ่ — รับน้ำส่วนเกินและผันน้ำออกจากพื้นที่เสี่ยง

* 💧 มีอ่างเก็บน้ำใต้ดิน — ชะลอและกักน้ำก่อนปล่อยออก ลดปริมาณน้ำที่ไหลลงพื้นที่ปลายน้ำ

* 📉 ระบบช่วยลดระดับน้ำได้จริง — เช่น ปี 2019 ระบบใต้ถนนวงแหวนกลางกักน้ำได้ราว 490,000 ลบ.ม. และลดระดับน้ำปลายน้ำได้ถึง 1.5 เมตร

* 🔧 ลงทุนระยะยาวและอัปเกรดต่อเนื่อง — ญี่ปุ่นกำลังเพิ่มความสามารถรองรับฝนจาก 50–75 → 100 มม./ชม.

* 🔗 เชื่อมระบบแม่น้ำและอุโมงค์เข้าด้วยกัน — เพื่อกระจายน้ำและรับมือฝนหนักในอนาคต

เปิดเหตุผล “โตเกียว” รอดน้ำท่วม แม้ฝนตกนานถึง 34 วัน
เพราะอะไร? แม้จะมีฝนตกนานถึง 34 วัน แต่ “โตเกียว” กลับรอดจากน้ำท่วม หาคำตอบไปพร้อมกัน
สถิติฝนตกและสภาวะอากาศในโตเกียว
ฝนตกทำสถิติยาวนานที่สุด: โตเกียวมีฝนตกต่อเนื่องยาวนานถึง 34 วัน (ตั้งแต่ 27 สิงหาคม ถึง 29 กรกฎาคม) ซึ่งยาวนานที่สุดในรอบ 140 ปี (นับตั้งแต่เริ่มเก็บสถิติเมื่อปี 1886) ทำลายสถิติเดิม 33 วันเมื่อปี 2019
ปริมาณฝนสะสมสูง: ปริมาณฝนรวมวัดได้ 629 มิลลิเมตร ซึ่งมากกว่าค่าเฉลี่ยของเดือนกันยายนถึง 3 เท่า และทำให้มีแสงแดดออกเพียง 46.8 ชั่วโมงตลอดทั้งเดือน
สถิติฝนตกหนักรายวัน: มีฝนตกหนักจากไต้ฝุ่นกรอวาญ (150 มิลลิเมตร) และไต้ฝุ่นตู้เจวียน (156 มิลลิเมตรในวันเดียว) นอกจากนี้ยังมีวันที่ฝนตกเกิน 100 มิลลิเมตร ถึง 4 วัน และเกิน 70 มิลลิเมตร อีก 6 วัน ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดนับตั้งแต่ปี 1875
สาเหตุและปัจจัยที่ทำให้ฝนตกหนัก
แนวฝนฤดูใบไม้ร่วงและพายุ: เกิดจากแนวฝนฤดูใบไม้ร่วงแถบชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิก ร่วมกับพายุหลายลูกที่พัดผ่านและนำพาอากาศอุ่นและชื้นเข้ามา
ภาวะโลกร้อนและเอลนีโญ: การปล่อยก๊าซคาร์บอนส่งผลให้ชั้นบรรยากาศมีความชื้นสูงขึ้น เพิ่มโอกาสการเกิดฝนตกหนักระยะยาว ร่วมกับปรากฏการณ์เอลนีโญที่เป็นปัจจัยเสริม
ผลกระทบต่อพื้นที่รอบนอก
แม้ใจกลางกรุงโตเกียวจะไม่ท่วม แต่พื้นที่รอบข้างในภูมิภาคคันโต เช่น จังหวัดชิบะ และคานากาวะ เจอผลกระทบจากไต้ฝุ่นตู้เจวียน ทั้งน้ำท่วม ดินถล่ม บ้านเรือนและพื้นที่เกษตรกรรมเสียหาย
เหตุผลที่กรุงโตเกียวรอดพ้นจากน้ำท่วม
ลักษณะการตกของฝน: ปริมาณฝนไม่ได้กระจุกตัวลงมาทั้งหมดภายในระยะเวลาสั้น ๆ เพียงไม่กี่วัน
โครงสร้างพื้นฐานและการผันน้ำ: มีการวางผังเมืองและระบบผันน้ำอย่างเป็นระบบ ใช้ระบบอุโมงค์และอ่างเก็บน้ำใต้ดินขนาดใหญ่ในการรับน้ำล้นจากลำน้ำขนาดกลางและเล็ก เพื่อชะลอน้ำไม่ให้ไปสะสมที่ปลายน้ำ (เช่น เหตุการณ์ปี 2019 อ่างเก็บน้ำใต้ถนนวงแหวนกลางช่วยกักเก็บน้ำได้ถึง 490,000 ลูกบาศก์เมตร หรือ 90% ของความจุ ลดระดับน้ำปลายน้ำได้ถึง 1.5 เมตร)
การวางแผนและพัฒนาระยะยาว: ญี่ปุ่นวางแผนอัปเกรดศักยภาพการรองรับน้ำฝนจากเดิม 50–75 มม./ชม. เพิ่มเป็น 100 มม./ชม. เพื่อรับมือภาวะโลกร้อน
การเชื่อมโยงระบบบริหารจัดการน้ำ: อยู่ระหว่างดำเนินโครงการเชื่อมต่ออุโมงค์ใต้ดินเพื่อเชื่อมแม่น้ำทั้ง 5 สายเข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์เพื่อเตรียมพร้อมรับมือภัยธรรมชาติในอนาคต
📌อ่านบทความเต็มทางเว็บไซต์ในคอมเมนต์
--------------------------
🌏 “รอบรู้ ดูกระแส ก้าวทันโลก” ไปกับ 💻 #น้ำท่วม #ฝนตก #โตเกียว #กรุงโตเกียว #สิ่งแวดล้อม

🌳🌊🌧️🌱🌳
28/09/2026

🌳🌊🌧️🌱🌳

น้ำท่วมเป็นปัญหาสากลของเมืองใหญ่ทั่วโลก แต่ 5 ประเทศนี้เลือกลุกขึ้นสู้และรักษามหานครของตนไว้ได้
1.เนเธอร์แลนด์ : สร้างปราการป้องกันทะเล พร้อมคืนพื้นที่ให้แม่น้ำ

โครงการจัดการน้ำท่วมของเนเธอร์แลนด์มีชื่อเสียงมายาวนาน สำหรับประเทศที่มีพื้นที่ประมาณหนึ่งในสี่หรือ 26% อยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล เมืองใหญ่อย่างรอตเทอร์ดาม (Rotterdam) มีจุดต่ำถึง 6.78 เมตร ต่ำกว่ากรุงเทพฯ ถึง 4.5 เท่า แถมเนเธอร์แลนด์ยังตั้งอยู่บริเวณปากแม่น้ำสายสำคัญของยุโรป เช่น แม่น้ำไรน์ (Rhine) แม่น้ำมาส (Maas/Meuse) และแม่น้ำสเกลดต์ (Scheldt) เป็นเหมือนแผ่นดินแซนวิชที่ต้องรับมือทั้งน้ำทะเลหนุนและน้ำหลากจากแม่น้ำ
เหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในปี 1953 คร่าชีวิตชาวเนเธอร์แลนด์ 1,836 คน เป็นบทเรียนแห่งความเจ็บปวดที่กลายเป็นจุดเริ่มต้นของโครงการ “Delta Works” ปราการทะเลที่โด่งดังไปทั่วโลก ขณะที่เหตุการณ์น้ำหลากในทศวรรษ 1990 ทำให้รัฐบาลดัตช์ทบทวนแนวทางการป้องกันน้ำท่วมจากแม่น้ำ จนเกิดโครงการ “Room for the River” ในเวลาต่อมา
Delta Works ไม่ใช่ชื่อของเขื่อนเพียงแห่งเดียว แต่เป็นเครือข่ายโครงสร้างป้องกันน้ำท่วมถึง 13 โครงการทั่วประเทศ ทั้งเขื่อน ประตูระบายน้ำ และกำแพงกั้นคลื่นพายุ ส่วนใหญ่ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของเนเธอร์แลนด์ ทำหน้าที่เป็นแนวป้องกันปากแม่น้ำและชายฝั่งไม่ให้น้ำทะเลที่หนุนสูงขึ้นจากพายุเข้าสู่พื้นที่ตอนในของประเทศ
ความพิเศษคือมันไม่ใช่กำแพงปิดตาย ด้วยความที่เนเธอร์แลนด์เป็นชาติแห่งน้ำและการล่องสมุทร โจทย์ของพวกเขาคือจะป้องกันน้ำท่วมไปพร้อมๆ กับรักษาเส้นทางเดินเรือและระบบนิเวศทางทะเลไว้อย่างไร
“Oosterscheldekering” ชื่อประหลาดอ่านยากๆ นี้คือกำแพงกั้นคลื่นพายุ ความยาวประมาณ 9 กิโลเมตร ตั้งอยู่ในจังหวัดซีแลนด์ (Zeeland) ทางตะวันตกเฉียงใต้ของเนเธอร์แลนด์ เปิดใช้งานปี 1986 มีประตูขนาดใหญ่ถึง 62 บาน ในช่วงปกติจะเปิดให้น้ำทะเลไหลเข้าออกได้ตามธรรมชาติ แต่เมื่อคาดการณ์ว่าจะเกิดพายุประตูเหล่านี้จะถูกปิดเพื่อป้องกันน้ำทะเลทะลักเข้ามา ด้วยขนาดและความซับซ้อนของมันทำให้ถูกยกเป็น 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่ด้านวิศวกรรมโยธา โดยสมาคมวิศวกรรมโยธาแห่งสหรัฐอเมริกา (ASCE)
“Maeslantkering” เป็นประตูยักษ์ที่เคลื่อนมาปิดทางน้ำได้เองอัตโนมัติ เปิดใช้งานปี 1997 ตั้งอยู่ใกล้เมืองรอตเทอร์ดาม ประกอบด้วยประตูขนาดมหึมาสองบาน บานละประมาณ 210 เมตร เมื่อพายุจะมาหรือระดับน้ำทะเลผิดปกติ ระบบคอมพิวเตอร์จะประมวลผลก่อนปล่อยน้ำเข้าท่าเทียบประตู ทำให้ประตูเหล็กทั้งสองบานลอยขึ้น จากนั้นใช้ระบบไฮดรอลิกเคลื่อนประตูจากสองฝั่งเข้าหากันกลางแม่น้ำ ก่อนปล่อยน้ำเข้าไปในโครงสร้างประตูทำให้จมลงใต้น้ำกลายเป็นกำแพงป้องกันคลื่นพายุชั่วคราว เมื่อสถานการณ์กลับสู่ปกติระบบจะสูบน้ำออกจากประตู ทำให้ลอยขึ้นและเคลื่อนกลับเข้าฝั่งเปิดทางให้เดินเรือผ่านได้ตามเดิม
ความยิ่งใหญ่ทั้งหมดของ Delta Works ใช้เวลาก่อสร้าง 43 ปี ผ่านรัฐบาล 17 ชุด และนายกรัฐมนตรีอีก 12 คน สนนงบประมาณอยู่ที่ 5,000 ล้านยูโร หรือราว 1.9 แสนล้านบาทไม่รวมค่าบำรุงรักษาและปรับปรุงระบบที่แพงระยับ และระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นแข่งกับแนวกำแพง แต่จากวันนั้นถึงวันนี้มันก็ทำหน้าที่เป็นแนวปราการของเนเธอร์แลนด์มาแล้วหลายสิบปี ปกป้องแดนกังหันจากการถูกน้ำทะเลกลืนกิน
แม้ Delta Works จะได้ผล แต่ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาน้ำท่วมได้ทั้งหมด เพราะยังมีอีกแนวรบคือน้ำหลากจากแม่น้ำ เนเธอร์แลนด์จึงสร้าง “Room for the River” เปลี่ยนแนวคิดจากการทำแนวกำแพงกั้นน้ำ มาเป็นการปล่อยให้น้ำไหลไป แต่เพิ่มพื้นที่ให้แม่น้ำสามารถรองรับน้ำได้มากขึ้น เพราะหากแม่น้ำคับแคบ น้ำจำนวนมากก็ระบายไม่ทันจนเอ่อล้นท่วมพื้นที่โดยรอบ แต่หากเพิ่มพื้นที่ให้น้ำไหลหรือกักเก็บได้ ระดับน้ำในช่วงน้ำหลากก็จะลดลงอย่างรวดเร็ว
ทางการดัตช์ใช้มาตรการหลายรูปแบบ เช่น ย้ายคันกั้นน้ำให้ออกห่างจากแม่น้ำ ขุดทางน้ำเพิ่มเติม ลดระดับพื้นที่ริมแม่น้ำ และปรับพื้นที่บางแห่งให้สามารถรองรับน้ำท่วมได้ชั่วคราว ตัวอย่างสำคัญคือเมืองไนเมเคิน (Nijmegen) ซึ่งมีการย้ายคันกั้นน้ำบริเวณแม่น้ำวาล (Waal) ออกไปประมาณ 350 เมตร และขุดทางน้ำสายใหม่ ทำให้เกิดเกาะกลางแม่น้ำที่สามารถใช้เป็นพื้นที่สาธารณะได้ด้วย
แน่นอนว่าโครงการนี้มีราคาที่ต้องจ่ายของมัน การคืนพื้นที่ให้แม่น้ำจำเป็นต้องใช้ที่ดินจำนวนมาก บางพื้นที่ต้องย้ายบ้านเรือนหรือเปลี่ยนการใช้ประโยชน์ที่ดิน จึงต้องอาศัยการเจรจากับประชาชนและหน่วยงานท้องถิ่น แต่ก็ช่วยลดความเสียหายไปได้มาก ที่เมืองไนเมเคินพบว่าช่วยลดระดับน้ำช่วงน้ำหลากได้ประมาณ 35 เซนติเมตร มากกว่าเป้าหมายเดิมที่ตั้งไว้ 27 เซนติเมตร ขณะเดียวกันก็ทำให้เกิดพื้นที่ธรรมชาติและพื้นที่พักผ่อนแห่งใหม่แก่เมือง เป็นการประนีประนอมระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ
2. ญี่ปุ่น: อุโมงค์ยักษ์ใต้ดินและสนามกีฬารับน้ำท่วม

ด้วยความที่เป็นเกาะ ญี่ปุ่นต้องเจอพายุไต้ฝุ่นและฝนตกหนักเป็นประจำ ขณะที่กรุงโตเกียวและพื้นที่โดยรอบก็มีประชากรหนาแน่นทำให้การขยายระบบระบายน้ำบนพื้นดินทำได้ยาก รัฐบาลอาทิตย์อุทัยจึงลงไปสร้างสิ่งมหัศจรรย์ใต้ดิน
“Metropolitan Area Outer Underground Discharge Channel” คืออุโมงค์ยักษ์ที่ช่วยระบายน้ำ ตั้งอยู่ในจังหวัดไซตามะ (Saitama) ทางเหนือของกรุงโตเกียว เริ่มก่อสร้างในปี 1993 ก่อนเสร็จสมบูรณ์ในปี 2006 เป็นอุโมงค์ใต้ดินยาวประมาณ 6.3 กิโลเมตร เชื่อมต่อบ่อรับน้ำขนาดใหญ่หลายแห่ง ทำหน้าที่เป็นเหมือนทางด่วนของน้ำ
เมื่อฝนตกหนักจนระดับน้ำในแม่น้ำสายเล็กและสายกลางเพิ่มสูงขึ้น น้ำส่วนเกินจะไหลเข้าสู่บ่อรับน้ำขนาดใหญ่ ก่อนถูกส่งผ่านอุโมงค์ใต้ดินไปยังถังปรับแรงดัน ซึ่งมีเสาคอนกรีตเสริมเหล็กขนาดมหึมาเรียงรายอยู่ภายในคอยลดความรุนแรงของกระแสน้ำและควบคุมการไหล ก่อนที่เครื่องสูบน้ำจะสูบน้ำออกสู่แม่น้ำเอโดะซึ่งมีความสามารถในการรองรับน้ำมากกว่า อีกทั้งการสร้างระบบระบายน้ำขนาดใหญ่ไว้ใต้ดิน ทำให้ไม่ต้องขุดคลองขนาดมหึมาผ่านเมืองที่มีประชากรหนาแน่น รวมถึงยังสามารถรวมน้ำจากแม่น้ำหลายสายเข้าสู่ระบบเดียวกัน
ความใหญ่โตของอุโมงค์แห่งนี้ทำให้มันถูกขนานนามว่าเป็นมหาวิหารใต้ดิน และเป็นหนึ่งในสุดยอดผลงานทางวิศวกรรมของญี่ปุ่น ตั้งตระหง่านผ่านแผ่นดินไหวครั้งรุนแรงที่สุด 9.0 แมกนิจูดในปี 2011 และช่วยลดความรุนแรงจากน้ำท่วมได้มหาศาล เช่น เดือนกันยายน 2015 อุโมงค์นี้รับและระบายน้ำได้ประมาณ 19 ล้านลูกบาศก์เมตร ประเมินว่าลดความเสียหายได้ประมาณ 37,300 ล้านเยน หรือ 7,460 ล้านบาท
อีกโครงการที่น่าทึ่งของญี่ปุ่น คือ “Tsurumi River Multipurpose Retarding Basin” ในเมืองโยโกฮามะ (Yokohama) ซึ่งเป็นพื้นที่หน่วงน้ำขนาดใหญ่ และมีสนามกีฬา Nissan Stadium ตั้งอยู่ภายใน
ในช่วงปกติที่แห่งนี้ยังใช้ประโยชน์ด้านกีฬาและนันทนาการได้ แต่เมื่อแม่น้ำสึรุมิ (Tsurumi) ในโยโกฮามะมีระดับน้ำสูงขึ้นและเกิดน้ำหลาก พื้นที่บางส่วนจะเปลี่ยนหน้าที่เป็นอ่างเก็บน้ำชั่วคราว คอยชะลอและหน่วงน้ำเอาไว้ เพื่อไม่ให้น้ำจำนวนมากไหลเข้าสู่แม่น้ำหรือระบบระบายน้ำพร้อมกันจนเกิดน้ำท่วม จากนั้นจึงค่อย ๆ ระบายน้ำออกเมื่อระดับน้ำลดลง
อีกอย่างที่ล้ำมากคือสนามกีฬา Nissan Stadium ที่ได้รับการออกแบบให้มีพื้นที่ชั้นล่างแบบเปิดโล่ง เพื่อให้น้ำสามารถไหลผ่านได้ในช่วงน้ำหลากโดยพื้นที่ใช้งานหลักของสนามถูกออกแบบให้อยู่สูงกว่าระดับน้ำ แสดงให้เห็นว่าพื้นที่เมืองไม่จำเป็นต้องมีหน้าที่เพียงอย่างเดียว แต่สามารถออกแบบให้ประชาชนใช้ประโยชน์ควบคู่กับรองรับน้ำท่วมได้
3. เดนมาร์ก: สวนสาธารณะทำได้มากกว่าเดินเล่นและถนนทำได้มากกว่าให้รถวิ่ง

วันที่ 2 กรกฎาคม 2011 กรุงโคเปนเฮเกนของเดนมาร์กเผชิญฝนตกหนักครั้งใหญ่ เกิดน้ำท่วมถนน อาคารบ้านเรือน และระบบสาธารณูปโภคทั่วเมือง สร้างความเสียหาย 5,000–6,000 ล้านโครนเดนมาร์ก หรือ 25,500–30,600 ล้านบาท
บทเรียนนี้ทำให้เดนมาร์กและโคเปนเฮเกน ตระหนักว่าการพึ่งพาท่อระบายน้ำเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอเมื่อต้องเจอฝนตกหนักในระยะเวลาสั้น จึงเริ่มพัฒนาแนวทางจัดการน้ำท่วมแบบใหม่ที่ใช้พื้นที่เมืองเป็นส่วนหนึ่งของระบบระบายน้ำ
เกิดเป็นแผนชื่อ “Cloudburst Management” ในปี 2012 นำถนน สวนสาธารณะ และพื้นที่สีเขียวของเมืองมาช่วยกักเก็บหรือระบายน้ำ แทนที่จะปล่อยให้น้ำทั้งหมดไหลลงท่อพร้อมกัน
ถนนบางสายในโคเปนเฮเกน เช่น Bryggervangen และ Sankt Annæ Plads, ถูกปรับปรุงใหม่โดยปรับความลาดเอียงของถนนและความสูงของขอบทาง เพื่อบังคับให้น้ำไหลไปตามเส้นทางที่กำหนด วิธีนี้ทำให้ถนนยังใช้สัญจรได้ตามปกติ แต่เมื่อเกิดฝนตกหนักมันจะเปลี่ยนเป็นทางระบายน้ำไปยังพื้นที่ที่สามารถรองรับได้ ขณะที่สวนสาธารณะบางแห่งถูกปรับให้เป็นพื้นที่รับน้ำชั่วคราว
“Enghaveparken” คือตัวอย่างสวนสาธารณะที่ถูกปรับปรุงจนเสร็จปี 2019 ยามปกติจะเปิดให้ประชาชนมาพักผ่อนหย่อนใจได้เหมือนสวนทั่วไป แต่เมื่อเกิดฝนตกหนักพื้นที่บางส่วนจะเปลี่ยนสถานะเป็นอ่างเก็บน้ำชั่วคราว ที่กักเก็บน้ำฝนได้ประมาณ 24,000 ลูกบาศก์เมตร ช่วยลดปริมาณน้ำไหลเข้าสู่ระบบระบายน้ำ และเมื่อระดับน้ำลดลง น้ำที่กักเก็บไว้ในสวนจะค่อย ๆ ถูกระบายออก ทำให้สวนสามารถกลับมาใช้งานตามปกติได้ ขณะที่สวนสาธารณะแห่งอื่นๆ ของเมืองก็ทยอยถูกปรับปรุงในแบบเดียวกัน เช่น Fælledparken มีกำหนดเปิดใช้งานปี 2026
ปัจจุบันเดนมาร์กยังเดินหน้า Cloudburst Management อย่างต่อเนื่อง คาดว่าจะงบประมาณ 11,000 ล้านโครนเดนมาร์กหรือ 56,100 ล้านบาท ครอบคลุม 300 โครงการทั่วเมืองทั้งการปรับปรุงถนน สวนสาธารณะ และระบบระบายน้ำใต้ดินทั่วเมือง ตั้งเป้าหมายแล้วเสร็จปี 2035 เป็นตัวอย่างที่ดีในการใช้ประโยชน์จากสิ่งที่เมืองมีอยู่แล้ว ปรับปรุงอีกนิดหน่อย ไม่จำเป็นต้องสร้างอะไรใหญ่โตเพื่อรับมือกับน้ำ
4. สิงคโปร์: จัดการน้ำตั้งแต่ฝนตกจนถึงทะเล

สิงคโปร์ฝนตกชุกตลอดทั้งปี แถมยังมีพื้นที่เมืองหนาแน่นเพราะประเทศมีขนาดเล็กมาก การขยายระบบระบายน้ำของสิงคโปร์จึงทำได้ยากโดยเฉพาะในย่านเศรษฐกิจที่เต็มไปด้วยถนนและอาคาร
รัฐบาลสิงคโปร์จึงพัฒนาระบบจัดการน้ำแบบ “Source–Pathway–Receptor” แบ่งการจัดการออกเป็นสามส่วน ได้แก่ การควบคุมน้ำตั้งแต่บริเวณที่ฝนตก การเพิ่มประสิทธิภาพของเส้นทางระบายน้ำ และการป้องกันพื้นที่เสี่ยง
โครงการที่น่าสนใจคือ “Marina Barrage” ตั้งอยู่บริเวณ Marina Channel ซึ่งเป็นปากทางน้ำก่อนออกสู่ทะเล เปิดใช้งานในปี 2008 รวมสามหน้าที่ไว้ในโครงสร้างเดียว ได้แก่ เป็นเขื่อนป้องกันน้ำท่วม อ่างกักเก็บน้ำจืด และการสร้างพื้นที่นันทนาการสำหรับประชาชน
Marina Barrage จะคอยควบคุมระดับน้ำในอ่างเก็บน้ำ “Marina Reservoir” ใจกลางประเทศสิงคโปร์ให้เหมาะสมกับสภาพฝนและระดับน้ำทะเล ในช่วงที่ฝนตกหนักหากระดับน้ำทะเลต่ำกว่าระดับน้ำภายในอ่างเก็บน้ำ ระบบสามารถเปิดประตูระบายน้ำทั้ง 9 บานเพื่อปล่อยน้ำออกสู่ทะเล แต่หากฝนตกหนักในช่วงที่น้ำทะเลขึ้นสูง จนไม่สามารถเปิดประตูระบายน้ำได้ เครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่จะทำหน้าที่สูบน้ำออกสู่ทะเลแทน ขณะที่บริเวณหลังคาและพื้นที่โดยรอบเขื่อนยังมีสนามหญ้าให้ประชาชนใช้พักผ่อนหย่อนใจ ส่วนอ่างเก็บน้ำ Marina Reservoir สามารถใช้ทำกิจกรรมทางน้ำ เช่น พายเรือคายัคและแล่นเรือใบได้
สิงคโปร์ยังพัฒนาระบบระบายน้ำใต้ดินเพื่อป้องกันย่านเศรษฐกิจสำคัญของประเทศอย่าง “Orchard Road” ซึ่งเคยเจอน้ำท่วมจากฝนตกหนัก รู้จักในชื่อ “Stamford Diversion Canal” เป็นระบบทางระบายน้ำใต้ดินขนาดใหญ่ความยาวประมาณ 2.4 กิโลเมตร ทำหน้าที่ผันน้ำบางส่วนจากระบบระบายน้ำเดิมไปยังแม่น้ำสิงคโปร์ และมี “Stamford Detention Tank” เป็นถังเก็บน้ำใต้ดินชั่วคร่าว ที่กักเก็บน้ำฝนได้เทียบเท่าสระว่ายน้ำโอลิมปิกประมาณ 15 สระ ทำให้สามารถเพิ่มความสามารถในการจัดการน้ำได้โดยไม่จำเป็นต้องสร้างคลองเปิดขนาดใหญ่ผ่านพื้นที่เศรษฐกิจ เอาชนะน้ำท่วมและข้อจำกัดด้านพื้นที่ได้พร้อมๆ กัน
ทั้งหมดที่กล่าวมาใช้งบประมาณ 2,500 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์หรือประมาณ 62,500 ล้านบาท อย่างไรก็ตามใช่ว่าระบบนี้จะไร้เทียมทาน เพราะยังมีความเสี่ยงจากน้ำท่วมฉับพลันได้หากฝนตกหนักเกินขีดความสามารถในการรองรับ แต่ก็ช่วยให้พื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมของสิงคโปร์ลดลงจากประมาณ 3,200 เฮกตาร์หรือประมาณ 20,000 ไร่ในทศวรรษ 1970 เหลือ 23.3 เฮกตาร์ หรือ 146 ไร่ในปี 2025 หรือคิดเป็น 99.3% นั้นหมายถึงการได้พื้นที่คืนกว่า 19,854 ไร่กลับมาใช้ประโยชน์
5. จีน: จากเมืองคอนกรีตสู่เมืองฟองน้ำ

แม้มีขนาดกว้างใหญ่ไพศาล แต่การขยายตัวของเมืองในจีนก็ทำให้พื้นที่ธรรมชาติจำนวนมากถูกแทนที่ด้วยถนน อาคาร และพื้นผิวคอนกรีต ทำให้น้ำฝนซึมลงดินได้น้อยลงและไหลไปลงที่ระบบระบายน้ำอย่างรวดเร็ว
จีนจึงผลักดันแนวคิด “Sponge City” หรือเมืองฟองน้ำตั้งแต่ปี 2015 ส่งเสริมให้เมืองต่าง ๆ เพิ่มพื้นที่สีเขียว พื้นผิวซึมน้ำ บ่อกักเก็บน้ำ และพื้นที่ชุ่มน้ำ ออกแบบให้เมืองดูดซับ ชะลอ กักเก็บ และนำน้ำฝนกลับมาใช้ประโยชน์ แทนการเร่งระบายน้ำทั้งหมดออกจากเมืองทันที
หัวใจสำคัญของแผนนี้คือการลดปริมาณน้ำฝนที่ไหลเข้าสู่ระบบระบายน้ำพร้อมกัน ใช้พื้นผิวที่น้ำสามารถซึมผ่านได้ เช่น ทางเดินที่ทำจากวัสดุซึมน้ำ สวนรับน้ำ และพื้นที่สีเขียวที่ออกแบบให้กักเก็บน้ำชั่วคราว ทำให้เมื่อฝนตกลงมาน้ำบางส่วนจะซึมลงสู่ดิน บางส่วนถูกกักเก็บไว้ในพื้นที่สีเขียว และบางส่วนถูกนำเข้าสู่ระบบกักเก็บน้ำเพื่อนำกลับมาใช้ประโยชน์ ทำให้เมืองให้มีคุณสมบัติคล้ายฟองน้ำ ซึ่งเป็นที่มาของชื่อ ปัจจุบันจีนมีโครงการเมืองฟองน้ำในหลายนครใหญ่ทั่วประเทศ เช่น เมืองอู่ฮั่น (Wuhan) ฮาร์บิน (Harbin) เซี่ยงไฮ้ (Shanghai) เซินเจิ้น (Shenzhen) ฉงชิ่ง (Chongqing) และอื่นๆ
อย่างไรก็ตามวิธีนี้มีจุดอ่อนสำคัญ การศึกษาของเมืองอู่ฮั่นพบว่าเมืองฟองน้ำช่วยแบ่งเบาระบบระบายน้ำได้ดีระดับหนึ่ง แต่ประสิทธิภาพจะลดลงเมื่อมีมีฝนตกหนักเพราะพื้นที่สีเขียวและระบบกักเก็บน้ำมีความจุจำกัด เช่น เหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในเมืองเจิ้งโจว (Zhengzhou) เมื่อปี 2021 แม้เมืองนี้จะเป็นพื้นที่นำร่องโครงการเมืองฟองน้ำเช่นกัน แต่เมื่อต้องเผชิญฝนตกหนักเป็นประวัติการณ์ เมืองก็รับไม่ไหวจนเกิดน้ำท่วมรุนแรง ดังนั้น เมืองฟองน้ำจึงเหมาะสำหรับใช้เป็นส่วนหนึ่งของการจัดการน้ำฝนในเมือง แต่ยังจำเป็นต้องใช้ร่วมกับระบบระบายน้ำขนาดใหญ่ การวางผังเมือง และระบบเตือนภัยที่มีประสิทธิภาพ
จะเห็นได้ว่า ทั้ง 5 ประเทศมีวิธีจัดการน้ำท่วมที่แตกต่างกันไปตามปัญหาของตัวเอง แต่สิ่งหนึ่งที่ทุกประเทศมีเหมือนกัน คือวิสัยทัศน์ของรัฐบาลและผู้บริหารเมืองที่มองน้ำท่วมเป็นปัญหาระยะยาวที่ต้องรับมือด้วยวิธีที่ยาวพอกัน เพราะโครงการระดับนี้ไม่มีทางเกิดได้ด้วยความพยายามของประชาชนเพียงลำพัง แต่ต้องเกิดจากความคิดริเริ่มและนโยบายที่ต่อเนื่องของภาครัฐ
หยุดแก้ปัญหาแบบปีต่อปีเพื่อไม่ให้ประชาชนต้องเผชิญความสูญเสียซ้ำแล้วซ้ำเล่า

---

เรื่องและภาพ : นพรุจ สงวนจังวงศ์
ภาพประกอบในคอมเมนต์

#น้ำท่วม #อุทกภัย #เนเธอร์แลนด์ #ญี่ปุ่น #เดนมาร์ก #สิงคโปร์ #จีน #เรื่องเล่าเขย่าโลก #นพรุจขุดมาเล่า

🤔 💭
28/09/2026

🤔 💭

ติดกระดุมไม่ถูกเม็ดเลยตั้งแต่แรก?
หรือวงการทีวีไทยกำลังตาย เพราะทิ้ง ‘เทคโนโลยี’ ไว้ข้างหลัง!
เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา แอดมีโอกาสได้ไปเที่ยวที่ประเทศญี่ปุ่น โดยแอดไปเมืองโตเกียว เมืองหลวงสำคัญของญี่ปุ่น แล้วก็ไม่พลาดที่จะไปเยี่ยมชมสถานีโทรทัศน์ต่างๆ อย่าง Fuji TV, NHK, TBS, TV Asahi, Nippon TV และ TV Tokyo การไปเยี่ยมชมสถานีโทรทัศน์ในญี่ปุ่นเหล่านี้ ทำให้แอดเริ่มหาข้อมูลบางอย่าง แล้วก็พบกับคำถามบางอย่างกับธุรกิจสื่อในไทย
คือเวลาที่เราพูดถึง "วิกฤตทีวีดิจิทัล" หรือการที่คนไทยเลิกดูโทรทัศน์แบบดั้งเดิม เรามักจะพุ่งเป้าไปหาสิ่งที่เห็นได้ชัดเจนอย่าง "Digital Disruption" เรามักจะบอกว่าคนดูหนีไปสตรีมมิงหมดแล้ว พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไป เอเจนซี่ไม่ลงโฆษณา หรือกระทั่งบอกว่าเศรษฐกิจไม่ดี... แต่ถ้าเราลองถอยออกมามองภาพใหญ่ระดับโครงสร้าง คำถามที่น่าสนใจและเจ็บปวดกว่านั้นก็คือ หรือแท้จริงแล้ว อุตสาหกรรมโทรทัศน์ไทย "ติดกระดุมไม่เคยถูกเม็ดเลยตั้งแต่แรก?"
เพราะถ้าเรากางโครงสร้างธุรกิจสื่อสารมวลชนระดับโลกดู เราจะพบความจริงที่น่าตกใจประการหนึ่งครับ นั่นคือ สื่อระดับโลกไม่ได้ขับเคลื่อนด้วย "เนื้อหา" (Content) เพียงอย่างเดียว แต่พวกเขามองตัวเองเป็น "องค์กรนวัตกรรม" (Technology Company) ควบคู่ไปด้วย ในขณะที่ธุรกิจโทรทัศน์ของไทยตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา เราวางสมการธุรกิจไว้แบบมิติเดียว นั่นคือ "ผลิตคอนเทนต์ + ขายโฆษณา/สปอนเซอร์" เท่านั้น
และถ้ามองลึกลงไปอีก เราจะพบว่าความหมายที่แท้จริงของคำว่า Mass Communication (สื่อสารมวลชน) มันก็คือการผสมผสานระหว่าง "Mass" ซึ่งก็คือโครงสร้างพื้นฐานทางวิศวกรรมและเทคโนโลยีที่ทรงพลังพอจะกระจายข้อมูลไปสู่คนหมู่มาก และ "Communication" ซึ่งคืองานฝั่งนิเทศศาสตร์ ศิลปะการเล่าเรื่อง และการสร้างสรรค์เนื้อหา เมื่อใดก็ตามที่องค์กรสื่อละทิ้งฝั่งวิศวกรรมศาสตร์ คุณก็จะกลายสภาพเป็นเพียง "ผู้รับจ้างผลิต" (Content Provider) หรือ "ผู้เช่าพื้นที่" ที่ต้องคอยวิ่งตามกติกาของเจ้าของเทคโนโลยี หรือแพลตฟอร์มไปตลอดกาล
เพื่อไม่ให้เป็นการพูดลอยๆ เราลองมาดูตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมจากประเทศที่เป็นมหาอำนาจด้านสื่ออย่าง ญี่ปุ่น และ เกาหลีใต้ กันครับ ว่าสถานีโทรทัศน์ของเขา "เอาเทคโนโลยีมาสร้างมูลค่าเพิ่ม" และต่อยอดข้ามอุตสาหกรรมไปไกลขนาดไหน
> เจาะลึกเคสต่างประเทศ : เมื่อสถานีโทรทัศน์ไม่ได้หยุดอยู่แค่หน้าจอ
>> TBS Television (ญี่ปุ่น) : จากสถานีโทรทัศน์ สู่การสร้าง "จักรวาลเกม" ของตัวเอง
เมื่อพูดถึง Tokyo Broadcasting System (TBS) เราอาจจะนึกถึงซีรีส์ญี่ปุ่นคุณภาพสูง หรือรายการวาไรตี้ระดับตำนานอย่าง Takeshi's Castle แต่อย่างที่บอกครับว่า สถานีทีวีต่างประเทศเขาไม่ได้มองตัวเองเป็นแค่ "คนทำทีวี" อีกต่อไป เมื่อแพลตฟอร์มการรับชมเปลี่ยน TBS รู้ดีว่าการพึ่งพารายได้จากเรตติ้งโฆษณาโทรทัศน์อย่างเดียวคือความเสี่ยง
ในปี 2023 TBS ได้ก่อตั้งแผนก "TBS Games" ขึ้นมาอย่างเป็นทางการ นี่ไม่ใช่แค่การทำเกมก๊อกๆ แก๊กๆ โปรโมทละครนะครับ แต่คือการลงทุนในอุตสาหกรรมเกมอย่างเต็มตัวเพื่อต่อยอด Intellectual Property (IP) หรือทรัพย์สินทางปัญญาที่ตัวเองมี และที่สร้างความฮือฮาที่สุดคือในช่วงกลางปี 2025 ที่ผ่านมา TBS Television ได้ประกาศจับมือกับบริษัทยักษ์ใหญ่ของวงการเกมอย่าง Square Enix (ผู้สร้าง Final Fantasy) เพื่อร่วมกันพัฒนาวิดีโอเกมที่เป็น Original IP ระดับโลก
กระดุมเม็ดนี้ของญี่ปุ่นบอกอะไรเรา? มันบอกว่า TBS เอาความเป็น "นิเทศศาสตร์" (ทักษะการเล่าเรื่อง การสร้างคาแรคเตอร์ การทำบท) มาบวกกับ "วิศวกรรมซอฟต์แวร์และเทคโนโลยีเกม" (การเรนเดอร์ การเขียนโค้ด การโต้ตอบ) เพื่อพาตัวเองออกจากกรอบของจอทีวีไปสู่หน้าจอคอนโซลและพีซีของเกมเมอร์ทั่วโลก นี่คือการสยายปีกที่ทีวีไทยยังไปไม่ถึง เพราะเรามักจะหยุดอยู่แค่การขาย Merchandise เล็กๆ น้อยๆ หรือจัด Fan Meet แทนที่จะเปลี่ยนโครงสร้างสื่อให้เป็น Interactive Platform
นอกจาก TBS Games แล้ว ตัว TBS Television ยังก่อตั้ง "TBS Tech Design X" (อ่านว่า เทค-ดีไซน์-ครอส) ขึ้นมา พื้นที่แห่งนี้ตั้งอยู่บนตึก THE HEXAGON ใจกลางกรุงโตเกียว ซึ่งไม่ได้ทำหน้าที่เป็นแค่ออฟฟิศธรรมดา แต่มันคือ "Sandbox" หรือห้องทดลองนวัตกรรมสื่อที่เปิดให้ทดลองทำอะไรบ้าๆ และยอมให้เกิดการลองผิดลองถูกได้เต็มที่ ความเจ๋งคือพวกเขา "ทุบกำแพง" ระหว่างแผนกทิ้งไป แล้วจับเอาคน "ฝ่ายวิศวกรรมเทคโนโลยี" มานั่งทำงานโต๊ะเดียวกับ "ฝ่ายศิลปกรรมและการออกแบบ" เพื่อผสมผสาน Tech กับ Design เข้าด้วยกันตั้งแต่จุดเริ่มต้น
ผลลัพธ์จากการหลอมรวมศาสตร์สองแขนงนี้ ทำให้ TBS สามารถผลิตงานที่ฉีกกรอบทีวีแบบเดิมๆ ได้อย่างน่าทึ่ง ไม่ว่าจะเป็นการทดลองทำ Virtual Production และ XR (Extended Reality) มาพลิกโฉมการทำรายการโทรทัศน์ พวกเขานำเอนจินสร้างเกมอย่าง Unreal Engine มาจำลองฉากกราฟิกสามมิติระดับสมจริงซ้อนทับไปกับภาพคนจริงๆ แบบเรียลไทม์ ทั้งในรายการเพลงฟอร์มยักษ์อย่าง CDTV Live! Live! หรือการสร้างสตูดิโอข่าวเลือกตั้งเสมือนจริงที่ทะลุขีดจำกัดของพื้นที่สตูดิโอเดิมๆ
การมีอยู่ของ TBS Tech Design X จึงเป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนมากว่า สื่อญี่ปุ่นได้ยกระดับ "วิศวกร" จากที่เคยถูกมองว่าเป็นแค่ช่างเทคนิคซ่อมเครื่องส่งสัญญาณหลังบ้าน ให้กลายมาเป็น "Creator" ที่มีสิทธิ์สร้างสรรค์คอนเทนต์เคียงบ่าเคียงไหล่กับโปรดิวเซอร์ ซึ่งนี่คือวิธีติดกระดุมเม็ดที่ถูกต้องแบบที่เราแทบไม่เคยเห็นในโครงสร้างของสถานีโทรทัศน์ไทยเลย
>> Nippon TV (ญี่ปุ่น) : "viztrick AiDi" นวัตกรรม AI สปอร์ตถ่ายทอดสด ที่ต่อยอดสู่ระดับความมั่นคง
ถ้าเรื่องของเกมยังดูเป็นฝั่งบันเทิง มาดูเรื่องของ Deep Tech กันบ้างครับ Nippon TV (NTV) สถานีโทรทัศน์ยักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่น ได้ซุ่มพัฒนาเทคโนโลยี AI ของตัวเองขึ้นมา โดยจับมือกับ FOR-A และใช้ขุมพลังจาก NVIDIA โครงการนี้มีชื่อว่า "viztrick AiDi"
เจ้า viztrick AiDi คือระบบ AI ที่ทำงานแบบ On-device (ประมวลผลในเครื่องเลย ไม่ต้องพึ่งพาอินเทอร์เน็ตบนคลาวด์ ซึ่งสำคัญมากเวลาออกกองถ่ายทอดสดในที่ทุรกันดาร) เทคโนโลยีนี้สามารถทำ "Player Tracking" จับการเคลื่อนไหวของนักกีฬาในสนามได้แบบเรียลไทม์ ทำ "Face Tagging" จดจำใบหน้า รวมไปถึง "Object Recognition" วิเคราะห์วัตถุ และยังมีฟังก์ชันอย่าง GoVertical! ที่ใช้ AI ช่วยจัดกรอบภาพ (Auto-cropping) จากภาพแนวนอนให้เป็นแนวตั้ง 9:16 สำหรับลงโซเชียลมีเดียได้ทันทีโดยที่แอคชั่นสำคัญไม่หลุดเฟรม
ความพีกมันอยู่ตรงนี้ครับ เทคโนโลยีที่ NTV ผลิตมาเพื่อใช้ใน "งานบันเทิงและกีฬาสายทีวี" เหล่านี้ แกนกลางของมันคือระบบ Machine Vision ที่แม่นยำขั้นสุด ซึ่งมันคือสถาปัตยกรรมเดียวกับที่ใช้ในกล้องวงจรปิดอัจฉริยะ (Smart Surveillance) และระบบความปลอดภัยระดับชาติ การที่สถานีโทรทัศน์ลงทุนทำ R&D ฝั่งวิศวกรรมภาพ ทำให้ NTV สามารถนำเทคโนโลยีนี้ไปขายลิขสิทธิ์ (Licensing) ให้กับหน่วยงานรัฐ หรือบริษัทเอกชนอื่นๆ เพื่อนำไปประยุกต์ใช้กับงานรักษาความปลอดภัย งานวิเคราะห์จราจร หรือ Smart City ได้สบายๆ นี่คือการเปลี่ยนจาก Broadcast Engineer เป็น Tech Provider อย่างแท้จริง!
และถ้าคิดว่าเทคโนโลยี AI วิเคราะห์ภาพของ Nippon TV (NTV) นั้นล้ำแล้ว ขอบอกว่าพวกเขายังมีอีกหนึ่ง "ไพ่ตาย" ที่เพิ่งเปิดตัวไปหมาดๆ เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2026 ที่ผ่านมา ซึ่งยกระดับสถานีโทรทัศน์ให้กลายเป็นผู้เล่นในอุตสาหกรรมข้อมูลอวกาศ (Space Business) อย่างเต็มตัว นวัตกรรมนั้นมีชื่อว่า "TerraCaster" ครับ
โปรเจกต์นี้ NTV จับมือกับบริษัทครีเอทีฟเทคโนโลยีชั้นนำอย่าง Bascule เพื่อสร้างแพลตฟอร์มประมวลผลวิดีโอสังเกตการณ์โลกเจเนอเรชันใหม่ โดยระบบจะดึงเอาชุดข้อมูลภาพถ่ายจาก "ดาวเทียมฮิมาวาริ" ที่คอยถ่ายภาพโลกทุกๆ 10 นาที มาผ่านกระบวนการแทรกเฟรมภาพ (Interpolation) ด้วยอัลกอริทึมขั้นสูง ผลลัพธ์ที่ได้คือ "วิดีโอภาพเคลื่อนไหวของโลก" แบบเรียลไทม์ที่มีความคมชัดทะลุพิกัดถึงระดับ 11K!
ความเจ๋งของ TerraCaster คือมันทำงานประมวลผลแบบอัตโนมัติตลอด 24 ชั่วโมง ทำให้รายการข่าวของ NTV ได้ภาพสภาพอากาศล่าสุดภายใน 1 ชั่วโมงหลังดาวเทียมถ่ายเสร็จ ผู้ชมจะได้เห็นความเปลี่ยนแปลงของโลก ทั้งการก่อตัวของพายุหรือมวลเมฆฝน ในมุมมองเดียวกับที่ "นักบินอวกาศมองลงมาจากสถานีอวกาศ" ทำให้ข้อมูลเชิงวิทยาศาสตร์กลายเป็นภาพวิชวลที่ทรงพลังและเข้าใจง่าย
แต่ที่สะท้อนวิสัยทัศน์ความเป็น Tech Company อย่างแท้จริงคือ NTV ไม่ได้เก็บของดีไว้ใช้แค่บนหน้าจอทีวีตัวเอง พวกเขานำ TerraCaster ไปต่อยอดธุรกิจแบบ B2B โดยขายสิทธิ์การใช้งาน (Licensing) ให้กับพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ สถาบันการศึกษา และยังนำไปจัดแคมเปญสิ่งแวดล้อมโลก โดยยิงภาพโลกความละเอียด 11K ขึ้นจอโฆษณาดิจิทัล (Digital Out-of-Home) กว่า 60 จอยักษ์ทั่วประเทศญี่ปุ่น รวมถึงจอมหึมาที่สถานี Toranomon Hills ภาพนี้ตอกย้ำให้เห็นชัดเจนว่า ในขณะที่ทีวีไทยยังคงเป็นแค่ "คนอ่านข่าวพยากรณ์อากาศ" ที่รอรับข้อมูลจากกรมอุตุฯ มาทำกราฟิกสองมิติ สื่อญี่ปุ่นอย่าง NTV ได้ติดกระดุมเม็ดใหม่ ก้าวข้ามไปเป็น "ผู้พัฒนาแพลตฟอร์มประมวลผลบิ๊กดาต้าดาวเทียม" ที่สามารถทำเงินจากอุตสาหกรรมอื่นได้อย่างภาคภูมิ
>> KBS (เกาหลีใต้) : หุ่นยนต์ AI TV Studio ที่คิดเผื่อไปถึงภัยพิบัติและความมั่นคง
ข้ามมาที่ฝั่งเกาหลีใต้ KBS (Korean Broadcasting System) สื่อสาธารณะอันดับหนึ่ง เพิ่งเปิดตัว "AI TV Studio" อย่างเต็มรูปแบบในช่วงต้นปี 2026 ที่ผ่านมา โดยบูรณาการกล้องหุ่นยนต์ PTZ (Pan-Tilt-Zoom) เข้ากับระบบสมองกล AI Auto-tracking ที่สามารถถ่ายทำรายการข่าว รายการเสวนา และรายการการศึกษาได้โดยใช้มนุษย์ควบคุมน้อยที่สุด
ระบบ AI ของ KBS ไม่ได้ทำมาเพื่อแค่ประหยัดงบจ้างช่างกล้องนะครับ แต่ถูกออกแบบมาเพื่อความแม่นยำในการติดตามเป้าหมาย (Auto-tracking) และวิเคราะห์สภาพแวดล้อม ซึ่งเทคโนโลยีการประมวลผลภาพแบบเดียวกันนี้ KBS ได้นำไปต่อยอดใช้กับระบบเครือข่ายกล้อง CCTV และโดรนรายงานข่าวภัยพิบัติ (Disaster Broadcasting) ของประเทศ เมื่อทีวีสร้างเทคโนโลยีตรวจจับภาพที่เสถียร มันก็สามารถต่อยอดไปสู่ระบบแจ้งเตือนภัยพิบัติอัจฉริยะ ระบบรักษาความปลอดภัยสาธารณะ และการจัดการภาวะวิกฤตของรัฐได้
> มองย้อนกลับมาที่ไทย : ทำไมเราถึงติดกระดุมผิดเม็ด?
อ่านเคสต่างประเทศแล้วอาจจะรู้สึกใจฟูผสมใจแป้ว ว่าทำไมทีวีไทยถึงไม่เคยก้าวข้ามไปแตะโลกของวิศวกรรมหรือสร้างนวัตกรรมระดับนี้ได้เลย? เรื่องนี้ไม่ใช่เพราะคนไทยไม่เก่งครับ แต่มี "รากฐานเชิงโครงสร้าง" ที่บีบให้สื่อไทยต้องเติบโตมาแบบพิกลพิการ ซึ่งสามารถอธิบายได้ผ่านงานวิจัยหลายชิ้น
>> กับดักเศรษฐศาสตร์การเมืองและระบบสัมปทาน
ถ้าเราอ้างอิงจากงานวิจัยด้านเศรษฐศาสตร์การเมืองของสื่อมวลชนไทย เราจะพบว่าต้นตอแรกสุดคือ "โครงสร้างการครอบครองคลื่น" ในอดีต คลื่นความถี่ทีวีและวิทยุทั้งหมดเป็นของรัฐ (และกองทัพ) เอกชนที่กระโดดเข้ามาทำธุรกิจทีวี ต้องทำภายใต้ระบบสัญญาสัมปทานแบบ BTO (Build-Transfer-Operate) คือสร้างเสร็จปุ๊บ ต้องยกกรรมสิทธิ์ในเสาส่งและโครงข่ายให้กับรัฐทันที แล้วตัวเองรับสิทธิแค่การบริหารงาน เช่น ช่อง 3 ที่พอหมดสัมปทานแล้วต้องส่งที่ดินและอุปกรณ์คืนให้ บมจ. อสมท ทันที
ลองคิดในมุมนักธุรกิจสิครับ ถ้าคุณลงทุนวิจัยสร้างระบบส่งสัญญาณหรือนวัตกรรมแทบตาย แต่สุดท้ายทรัพย์สินนั้นไม่ใช่ของคุณแถมมีวันหมดอายุสัมปทาน... ใครจะอยากลงทุน R&D? สิ่งที่นายทุนทีวีไทยทำคือ "ซื้อเทคโนโลยีสำเร็จรูป (Turnkey)" จากต่างประเทศมาเสียบปลั๊กใช้งาน จบ คุ้มกว่า เร็วกว่า โครงสร้างนี้หล่อหลอมให้ทีวีไทยเป็นแค่ "ผู้เช่า" ไม่ใช่ "ผู้สร้าง" มานานกว่าครึ่งศตวรรษ
>> รอยด่างพร้อยของการประมูลทีวีดิจิทัล
เหตุการณ์ที่เหมือนเป็นการตอกฝาโลงนวัตกรรมทีวีไทย คือยุคเปลี่ยนผ่านสู่ทีวีดิจิทัล หากเราอ้างอิงจากบทวิเคราะห์และงานวิจัยของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ภายใต้การนำของ ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ จะเห็นภาพชัดเจนมากว่า การออกแบบนโยบายของ กสทช. ในเวลานั้น "ติดกระดุมผิดเม็ด" อย่างรุนแรง
การประมูลมุ่งเน้นไปที่การแข่งขันเสนอราคาเพื่อให้ได้เม็ดเงินเข้ารัฐสูงสุด (ประมูลกันไปหลักหมื่นล้าน) แต่กลับละเลยการวางโครงสร้างพื้นฐานทางวิศวกรรมที่พร้อมสรรพ โดยเฉพาะโครงข่ายโทรทัศน์ (MUX) ที่สร้างเสร็จล่าช้าและส่งสัญญาณได้ไม่ครอบคลุม ผลคืออะไรครับ? สถานีโทรทัศน์ต้องแบกรับต้นทุนค่าใบอนุญาตมหาศาล แถมยังต้องจ่ายค่าเช่า MUX ที่ไม่มีประสิทธิภาพ จนเกิดภาวะขาดทุนยับเยิน เมื่อกระแสเงินสดติดลบ องค์กรสื่อก็ต้อง "หั่นงบ" และแผนกที่โดนหั่นก่อนเสมอคือ R&D และเทคโนโลยี เพราะต้องเอาเงินไปพยุงส่วน "คอนเทนต์และดารา" เพื่อดึงเรตติ้งรักษาลมหายใจแทน สุดท้ายทีวีดิจิทัลไทยจึงพึ่งพาอุปกรณ์นำเข้า 100% ต่อไปแบบไม่มีทางเลือก
>> การแยกส่วนของระบบการศึกษา
อีกหนึ่งอุปสรรคสำคัญที่ฝังรากลึก คือระบบการศึกษาไทยที่สร้างกำแพงหนาทึบระหว่าง "นิเทศศาสตร์" กับ "วิศวกรรมศาสตร์" หรือที่เรามักจะแยกระหว่าง “ศาสตร์” และ “ศิลป์” โดยมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ไม่ได้สร้างบุคลากรที่มีลักษณะข้ามศาสตร์ (Cross-disciplinary) แบบที่ต่างประเทศมีหลักสูตรอย่าง Broadcast Engineering หรือ Media Technology
ผลที่ตามมาคือ ผู้บริหารระดับสูงของสถานีโทรทัศน์ไทยมักจะเติบโตมาจากสายการตลาด สายข่าว หรือสายผู้จัดละคร พวกเขามีความเชี่ยวชาญในการทำเรตติ้งและขายโฆษณา (Ad-based mindset) แต่ขาดวิสัยทัศน์เชิงวิศวกรรม ในที่ประชุมบอร์ดบริหาร ฝ่ายวิศวกรรมของทีวีไทยมักจะมีสถานะเป็นแค่ "ช่างเทคนิคซ่อมบำรุงอุปกรณ์" (Maintenance & Support) ไม่ใช่ "ฟันเฟืองสร้างนวัตกรรมเพื่อเพิ่มรายได้" (Revenue Generator) อย่างที่ BBC, NHK หรือ KBS ให้ความสำคัญ
> สื่อไทยจะไปต่ออย่างไร ในวันที่แค่ทำคอนเทนต์อาจไม่พอ?
จากภาพทั้งหมด เราคงเห็นแล้วว่า ธุรกิจสื่อสารมวลชนในยุคนี้ ไม่สามารถขับเคลื่อนด้วยการทำละครแซ่บๆ หรือข่าวจัดรายการคุยโขมงโฉงเฉงเพียงอย่างเดียวได้อีกต่อไป การเป็นเพียง Content Provider ทำให้เราต้องไปพึ่งพาแพลตฟอร์มอย่าง YouTube, Facebook หรือ TikTok ซึ่งวันดีคืนดี เขาเปลี่ยน Algorithm ทีเดียว สื่อก็อาจจะล้มละลายได้ทันที
การอยู่รอดของสื่อไทยยุคใหม่ โดยเฉพาะเครือข่ายสื่อที่กำลังพยายามทรานส์ฟอร์มตัวเอง ต้องหันมามอง "เทคโนโลยี" ในฐานะสินทรัพย์ (Asset) ไม่ใช่แค่ต้นทุน (Cost) การลงทุนใน Data Analytics, การพัฒนา AI ภายในองค์กร, การสร้างแพลตฟอร์มกระจายเนื้อหาของตัวเอง หรือการจับมือกับบริษัท Tech ข้ามอุตสาหกรรมแบบที่ TBS นำ IP ไปทำเกม หรือ Nippon TV ทำ AI วิเคราะห์ภาพ
ถ้าเรายังดันทุรังติดกระดุมด้วยวิธีคิดแบบเดิมๆ ไม่แน่ว่าในอีก 5-10 ปีข้างหน้า อุตสาหกรรมทีวีไทยอาจจะไม่เหลืออะไรเลยนอกจาก "ตำนาน" ให้ลูกหลานได้เรียนในวิชาประวัติศาสตร์สื่อก็เป็นได้ครับ.
—--
#เทยติดจอ - ติดทุกเทรนด์ ทันทุกจอ
FACEBOOK / INSTAGRAM / TIKTOK :
YOUTUBE :
ร่วมสนับสนุนเราได้ทาง PromptPay : 0622688824
-----

#ธุรกิจทีวี
#ทีวีดิจิทัล

#สื่อสารมวลชน
#เทคโนโลยีสื่อ



ที่อยู่

Bangkok

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

เป็นคนแรกที่รู้ข่าว: เราจะส่งอีเมลแจ้งเมื่อ Goon Zue Faction โพสต์ข่าวสารและโปรโมชั่น อีเมลของคุณจะไม่ถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น และคุณสามารถยกเลิกการรับข่าวสารได้ทุกเมื่อ

ทางลัด

แชร์