28/09/2026
🌳🌊🌧️🌱🌳
น้ำท่วมเป็นปัญหาสากลของเมืองใหญ่ทั่วโลก แต่ 5 ประเทศนี้เลือกลุกขึ้นสู้และรักษามหานครของตนไว้ได้
1.เนเธอร์แลนด์ : สร้างปราการป้องกันทะเล พร้อมคืนพื้นที่ให้แม่น้ำ
โครงการจัดการน้ำท่วมของเนเธอร์แลนด์มีชื่อเสียงมายาวนาน สำหรับประเทศที่มีพื้นที่ประมาณหนึ่งในสี่หรือ 26% อยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล เมืองใหญ่อย่างรอตเทอร์ดาม (Rotterdam) มีจุดต่ำถึง 6.78 เมตร ต่ำกว่ากรุงเทพฯ ถึง 4.5 เท่า แถมเนเธอร์แลนด์ยังตั้งอยู่บริเวณปากแม่น้ำสายสำคัญของยุโรป เช่น แม่น้ำไรน์ (Rhine) แม่น้ำมาส (Maas/Meuse) และแม่น้ำสเกลดต์ (Scheldt) เป็นเหมือนแผ่นดินแซนวิชที่ต้องรับมือทั้งน้ำทะเลหนุนและน้ำหลากจากแม่น้ำ
เหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในปี 1953 คร่าชีวิตชาวเนเธอร์แลนด์ 1,836 คน เป็นบทเรียนแห่งความเจ็บปวดที่กลายเป็นจุดเริ่มต้นของโครงการ “Delta Works” ปราการทะเลที่โด่งดังไปทั่วโลก ขณะที่เหตุการณ์น้ำหลากในทศวรรษ 1990 ทำให้รัฐบาลดัตช์ทบทวนแนวทางการป้องกันน้ำท่วมจากแม่น้ำ จนเกิดโครงการ “Room for the River” ในเวลาต่อมา
Delta Works ไม่ใช่ชื่อของเขื่อนเพียงแห่งเดียว แต่เป็นเครือข่ายโครงสร้างป้องกันน้ำท่วมถึง 13 โครงการทั่วประเทศ ทั้งเขื่อน ประตูระบายน้ำ และกำแพงกั้นคลื่นพายุ ส่วนใหญ่ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของเนเธอร์แลนด์ ทำหน้าที่เป็นแนวป้องกันปากแม่น้ำและชายฝั่งไม่ให้น้ำทะเลที่หนุนสูงขึ้นจากพายุเข้าสู่พื้นที่ตอนในของประเทศ
ความพิเศษคือมันไม่ใช่กำแพงปิดตาย ด้วยความที่เนเธอร์แลนด์เป็นชาติแห่งน้ำและการล่องสมุทร โจทย์ของพวกเขาคือจะป้องกันน้ำท่วมไปพร้อมๆ กับรักษาเส้นทางเดินเรือและระบบนิเวศทางทะเลไว้อย่างไร
“Oosterscheldekering” ชื่อประหลาดอ่านยากๆ นี้คือกำแพงกั้นคลื่นพายุ ความยาวประมาณ 9 กิโลเมตร ตั้งอยู่ในจังหวัดซีแลนด์ (Zeeland) ทางตะวันตกเฉียงใต้ของเนเธอร์แลนด์ เปิดใช้งานปี 1986 มีประตูขนาดใหญ่ถึง 62 บาน ในช่วงปกติจะเปิดให้น้ำทะเลไหลเข้าออกได้ตามธรรมชาติ แต่เมื่อคาดการณ์ว่าจะเกิดพายุประตูเหล่านี้จะถูกปิดเพื่อป้องกันน้ำทะเลทะลักเข้ามา ด้วยขนาดและความซับซ้อนของมันทำให้ถูกยกเป็น 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่ด้านวิศวกรรมโยธา โดยสมาคมวิศวกรรมโยธาแห่งสหรัฐอเมริกา (ASCE)
“Maeslantkering” เป็นประตูยักษ์ที่เคลื่อนมาปิดทางน้ำได้เองอัตโนมัติ เปิดใช้งานปี 1997 ตั้งอยู่ใกล้เมืองรอตเทอร์ดาม ประกอบด้วยประตูขนาดมหึมาสองบาน บานละประมาณ 210 เมตร เมื่อพายุจะมาหรือระดับน้ำทะเลผิดปกติ ระบบคอมพิวเตอร์จะประมวลผลก่อนปล่อยน้ำเข้าท่าเทียบประตู ทำให้ประตูเหล็กทั้งสองบานลอยขึ้น จากนั้นใช้ระบบไฮดรอลิกเคลื่อนประตูจากสองฝั่งเข้าหากันกลางแม่น้ำ ก่อนปล่อยน้ำเข้าไปในโครงสร้างประตูทำให้จมลงใต้น้ำกลายเป็นกำแพงป้องกันคลื่นพายุชั่วคราว เมื่อสถานการณ์กลับสู่ปกติระบบจะสูบน้ำออกจากประตู ทำให้ลอยขึ้นและเคลื่อนกลับเข้าฝั่งเปิดทางให้เดินเรือผ่านได้ตามเดิม
ความยิ่งใหญ่ทั้งหมดของ Delta Works ใช้เวลาก่อสร้าง 43 ปี ผ่านรัฐบาล 17 ชุด และนายกรัฐมนตรีอีก 12 คน สนนงบประมาณอยู่ที่ 5,000 ล้านยูโร หรือราว 1.9 แสนล้านบาทไม่รวมค่าบำรุงรักษาและปรับปรุงระบบที่แพงระยับ และระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นแข่งกับแนวกำแพง แต่จากวันนั้นถึงวันนี้มันก็ทำหน้าที่เป็นแนวปราการของเนเธอร์แลนด์มาแล้วหลายสิบปี ปกป้องแดนกังหันจากการถูกน้ำทะเลกลืนกิน
แม้ Delta Works จะได้ผล แต่ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาน้ำท่วมได้ทั้งหมด เพราะยังมีอีกแนวรบคือน้ำหลากจากแม่น้ำ เนเธอร์แลนด์จึงสร้าง “Room for the River” เปลี่ยนแนวคิดจากการทำแนวกำแพงกั้นน้ำ มาเป็นการปล่อยให้น้ำไหลไป แต่เพิ่มพื้นที่ให้แม่น้ำสามารถรองรับน้ำได้มากขึ้น เพราะหากแม่น้ำคับแคบ น้ำจำนวนมากก็ระบายไม่ทันจนเอ่อล้นท่วมพื้นที่โดยรอบ แต่หากเพิ่มพื้นที่ให้น้ำไหลหรือกักเก็บได้ ระดับน้ำในช่วงน้ำหลากก็จะลดลงอย่างรวดเร็ว
ทางการดัตช์ใช้มาตรการหลายรูปแบบ เช่น ย้ายคันกั้นน้ำให้ออกห่างจากแม่น้ำ ขุดทางน้ำเพิ่มเติม ลดระดับพื้นที่ริมแม่น้ำ และปรับพื้นที่บางแห่งให้สามารถรองรับน้ำท่วมได้ชั่วคราว ตัวอย่างสำคัญคือเมืองไนเมเคิน (Nijmegen) ซึ่งมีการย้ายคันกั้นน้ำบริเวณแม่น้ำวาล (Waal) ออกไปประมาณ 350 เมตร และขุดทางน้ำสายใหม่ ทำให้เกิดเกาะกลางแม่น้ำที่สามารถใช้เป็นพื้นที่สาธารณะได้ด้วย
แน่นอนว่าโครงการนี้มีราคาที่ต้องจ่ายของมัน การคืนพื้นที่ให้แม่น้ำจำเป็นต้องใช้ที่ดินจำนวนมาก บางพื้นที่ต้องย้ายบ้านเรือนหรือเปลี่ยนการใช้ประโยชน์ที่ดิน จึงต้องอาศัยการเจรจากับประชาชนและหน่วยงานท้องถิ่น แต่ก็ช่วยลดความเสียหายไปได้มาก ที่เมืองไนเมเคินพบว่าช่วยลดระดับน้ำช่วงน้ำหลากได้ประมาณ 35 เซนติเมตร มากกว่าเป้าหมายเดิมที่ตั้งไว้ 27 เซนติเมตร ขณะเดียวกันก็ทำให้เกิดพื้นที่ธรรมชาติและพื้นที่พักผ่อนแห่งใหม่แก่เมือง เป็นการประนีประนอมระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ
2. ญี่ปุ่น: อุโมงค์ยักษ์ใต้ดินและสนามกีฬารับน้ำท่วม
ด้วยความที่เป็นเกาะ ญี่ปุ่นต้องเจอพายุไต้ฝุ่นและฝนตกหนักเป็นประจำ ขณะที่กรุงโตเกียวและพื้นที่โดยรอบก็มีประชากรหนาแน่นทำให้การขยายระบบระบายน้ำบนพื้นดินทำได้ยาก รัฐบาลอาทิตย์อุทัยจึงลงไปสร้างสิ่งมหัศจรรย์ใต้ดิน
“Metropolitan Area Outer Underground Discharge Channel” คืออุโมงค์ยักษ์ที่ช่วยระบายน้ำ ตั้งอยู่ในจังหวัดไซตามะ (Saitama) ทางเหนือของกรุงโตเกียว เริ่มก่อสร้างในปี 1993 ก่อนเสร็จสมบูรณ์ในปี 2006 เป็นอุโมงค์ใต้ดินยาวประมาณ 6.3 กิโลเมตร เชื่อมต่อบ่อรับน้ำขนาดใหญ่หลายแห่ง ทำหน้าที่เป็นเหมือนทางด่วนของน้ำ
เมื่อฝนตกหนักจนระดับน้ำในแม่น้ำสายเล็กและสายกลางเพิ่มสูงขึ้น น้ำส่วนเกินจะไหลเข้าสู่บ่อรับน้ำขนาดใหญ่ ก่อนถูกส่งผ่านอุโมงค์ใต้ดินไปยังถังปรับแรงดัน ซึ่งมีเสาคอนกรีตเสริมเหล็กขนาดมหึมาเรียงรายอยู่ภายในคอยลดความรุนแรงของกระแสน้ำและควบคุมการไหล ก่อนที่เครื่องสูบน้ำจะสูบน้ำออกสู่แม่น้ำเอโดะซึ่งมีความสามารถในการรองรับน้ำมากกว่า อีกทั้งการสร้างระบบระบายน้ำขนาดใหญ่ไว้ใต้ดิน ทำให้ไม่ต้องขุดคลองขนาดมหึมาผ่านเมืองที่มีประชากรหนาแน่น รวมถึงยังสามารถรวมน้ำจากแม่น้ำหลายสายเข้าสู่ระบบเดียวกัน
ความใหญ่โตของอุโมงค์แห่งนี้ทำให้มันถูกขนานนามว่าเป็นมหาวิหารใต้ดิน และเป็นหนึ่งในสุดยอดผลงานทางวิศวกรรมของญี่ปุ่น ตั้งตระหง่านผ่านแผ่นดินไหวครั้งรุนแรงที่สุด 9.0 แมกนิจูดในปี 2011 และช่วยลดความรุนแรงจากน้ำท่วมได้มหาศาล เช่น เดือนกันยายน 2015 อุโมงค์นี้รับและระบายน้ำได้ประมาณ 19 ล้านลูกบาศก์เมตร ประเมินว่าลดความเสียหายได้ประมาณ 37,300 ล้านเยน หรือ 7,460 ล้านบาท
อีกโครงการที่น่าทึ่งของญี่ปุ่น คือ “Tsurumi River Multipurpose Retarding Basin” ในเมืองโยโกฮามะ (Yokohama) ซึ่งเป็นพื้นที่หน่วงน้ำขนาดใหญ่ และมีสนามกีฬา Nissan Stadium ตั้งอยู่ภายใน
ในช่วงปกติที่แห่งนี้ยังใช้ประโยชน์ด้านกีฬาและนันทนาการได้ แต่เมื่อแม่น้ำสึรุมิ (Tsurumi) ในโยโกฮามะมีระดับน้ำสูงขึ้นและเกิดน้ำหลาก พื้นที่บางส่วนจะเปลี่ยนหน้าที่เป็นอ่างเก็บน้ำชั่วคราว คอยชะลอและหน่วงน้ำเอาไว้ เพื่อไม่ให้น้ำจำนวนมากไหลเข้าสู่แม่น้ำหรือระบบระบายน้ำพร้อมกันจนเกิดน้ำท่วม จากนั้นจึงค่อย ๆ ระบายน้ำออกเมื่อระดับน้ำลดลง
อีกอย่างที่ล้ำมากคือสนามกีฬา Nissan Stadium ที่ได้รับการออกแบบให้มีพื้นที่ชั้นล่างแบบเปิดโล่ง เพื่อให้น้ำสามารถไหลผ่านได้ในช่วงน้ำหลากโดยพื้นที่ใช้งานหลักของสนามถูกออกแบบให้อยู่สูงกว่าระดับน้ำ แสดงให้เห็นว่าพื้นที่เมืองไม่จำเป็นต้องมีหน้าที่เพียงอย่างเดียว แต่สามารถออกแบบให้ประชาชนใช้ประโยชน์ควบคู่กับรองรับน้ำท่วมได้
3. เดนมาร์ก: สวนสาธารณะทำได้มากกว่าเดินเล่นและถนนทำได้มากกว่าให้รถวิ่ง
วันที่ 2 กรกฎาคม 2011 กรุงโคเปนเฮเกนของเดนมาร์กเผชิญฝนตกหนักครั้งใหญ่ เกิดน้ำท่วมถนน อาคารบ้านเรือน และระบบสาธารณูปโภคทั่วเมือง สร้างความเสียหาย 5,000–6,000 ล้านโครนเดนมาร์ก หรือ 25,500–30,600 ล้านบาท
บทเรียนนี้ทำให้เดนมาร์กและโคเปนเฮเกน ตระหนักว่าการพึ่งพาท่อระบายน้ำเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอเมื่อต้องเจอฝนตกหนักในระยะเวลาสั้น จึงเริ่มพัฒนาแนวทางจัดการน้ำท่วมแบบใหม่ที่ใช้พื้นที่เมืองเป็นส่วนหนึ่งของระบบระบายน้ำ
เกิดเป็นแผนชื่อ “Cloudburst Management” ในปี 2012 นำถนน สวนสาธารณะ และพื้นที่สีเขียวของเมืองมาช่วยกักเก็บหรือระบายน้ำ แทนที่จะปล่อยให้น้ำทั้งหมดไหลลงท่อพร้อมกัน
ถนนบางสายในโคเปนเฮเกน เช่น Bryggervangen และ Sankt Annæ Plads, ถูกปรับปรุงใหม่โดยปรับความลาดเอียงของถนนและความสูงของขอบทาง เพื่อบังคับให้น้ำไหลไปตามเส้นทางที่กำหนด วิธีนี้ทำให้ถนนยังใช้สัญจรได้ตามปกติ แต่เมื่อเกิดฝนตกหนักมันจะเปลี่ยนเป็นทางระบายน้ำไปยังพื้นที่ที่สามารถรองรับได้ ขณะที่สวนสาธารณะบางแห่งถูกปรับให้เป็นพื้นที่รับน้ำชั่วคราว
“Enghaveparken” คือตัวอย่างสวนสาธารณะที่ถูกปรับปรุงจนเสร็จปี 2019 ยามปกติจะเปิดให้ประชาชนมาพักผ่อนหย่อนใจได้เหมือนสวนทั่วไป แต่เมื่อเกิดฝนตกหนักพื้นที่บางส่วนจะเปลี่ยนสถานะเป็นอ่างเก็บน้ำชั่วคราว ที่กักเก็บน้ำฝนได้ประมาณ 24,000 ลูกบาศก์เมตร ช่วยลดปริมาณน้ำไหลเข้าสู่ระบบระบายน้ำ และเมื่อระดับน้ำลดลง น้ำที่กักเก็บไว้ในสวนจะค่อย ๆ ถูกระบายออก ทำให้สวนสามารถกลับมาใช้งานตามปกติได้ ขณะที่สวนสาธารณะแห่งอื่นๆ ของเมืองก็ทยอยถูกปรับปรุงในแบบเดียวกัน เช่น Fælledparken มีกำหนดเปิดใช้งานปี 2026
ปัจจุบันเดนมาร์กยังเดินหน้า Cloudburst Management อย่างต่อเนื่อง คาดว่าจะงบประมาณ 11,000 ล้านโครนเดนมาร์กหรือ 56,100 ล้านบาท ครอบคลุม 300 โครงการทั่วเมืองทั้งการปรับปรุงถนน สวนสาธารณะ และระบบระบายน้ำใต้ดินทั่วเมือง ตั้งเป้าหมายแล้วเสร็จปี 2035 เป็นตัวอย่างที่ดีในการใช้ประโยชน์จากสิ่งที่เมืองมีอยู่แล้ว ปรับปรุงอีกนิดหน่อย ไม่จำเป็นต้องสร้างอะไรใหญ่โตเพื่อรับมือกับน้ำ
4. สิงคโปร์: จัดการน้ำตั้งแต่ฝนตกจนถึงทะเล
สิงคโปร์ฝนตกชุกตลอดทั้งปี แถมยังมีพื้นที่เมืองหนาแน่นเพราะประเทศมีขนาดเล็กมาก การขยายระบบระบายน้ำของสิงคโปร์จึงทำได้ยากโดยเฉพาะในย่านเศรษฐกิจที่เต็มไปด้วยถนนและอาคาร
รัฐบาลสิงคโปร์จึงพัฒนาระบบจัดการน้ำแบบ “Source–Pathway–Receptor” แบ่งการจัดการออกเป็นสามส่วน ได้แก่ การควบคุมน้ำตั้งแต่บริเวณที่ฝนตก การเพิ่มประสิทธิภาพของเส้นทางระบายน้ำ และการป้องกันพื้นที่เสี่ยง
โครงการที่น่าสนใจคือ “Marina Barrage” ตั้งอยู่บริเวณ Marina Channel ซึ่งเป็นปากทางน้ำก่อนออกสู่ทะเล เปิดใช้งานในปี 2008 รวมสามหน้าที่ไว้ในโครงสร้างเดียว ได้แก่ เป็นเขื่อนป้องกันน้ำท่วม อ่างกักเก็บน้ำจืด และการสร้างพื้นที่นันทนาการสำหรับประชาชน
Marina Barrage จะคอยควบคุมระดับน้ำในอ่างเก็บน้ำ “Marina Reservoir” ใจกลางประเทศสิงคโปร์ให้เหมาะสมกับสภาพฝนและระดับน้ำทะเล ในช่วงที่ฝนตกหนักหากระดับน้ำทะเลต่ำกว่าระดับน้ำภายในอ่างเก็บน้ำ ระบบสามารถเปิดประตูระบายน้ำทั้ง 9 บานเพื่อปล่อยน้ำออกสู่ทะเล แต่หากฝนตกหนักในช่วงที่น้ำทะเลขึ้นสูง จนไม่สามารถเปิดประตูระบายน้ำได้ เครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่จะทำหน้าที่สูบน้ำออกสู่ทะเลแทน ขณะที่บริเวณหลังคาและพื้นที่โดยรอบเขื่อนยังมีสนามหญ้าให้ประชาชนใช้พักผ่อนหย่อนใจ ส่วนอ่างเก็บน้ำ Marina Reservoir สามารถใช้ทำกิจกรรมทางน้ำ เช่น พายเรือคายัคและแล่นเรือใบได้
สิงคโปร์ยังพัฒนาระบบระบายน้ำใต้ดินเพื่อป้องกันย่านเศรษฐกิจสำคัญของประเทศอย่าง “Orchard Road” ซึ่งเคยเจอน้ำท่วมจากฝนตกหนัก รู้จักในชื่อ “Stamford Diversion Canal” เป็นระบบทางระบายน้ำใต้ดินขนาดใหญ่ความยาวประมาณ 2.4 กิโลเมตร ทำหน้าที่ผันน้ำบางส่วนจากระบบระบายน้ำเดิมไปยังแม่น้ำสิงคโปร์ และมี “Stamford Detention Tank” เป็นถังเก็บน้ำใต้ดินชั่วคร่าว ที่กักเก็บน้ำฝนได้เทียบเท่าสระว่ายน้ำโอลิมปิกประมาณ 15 สระ ทำให้สามารถเพิ่มความสามารถในการจัดการน้ำได้โดยไม่จำเป็นต้องสร้างคลองเปิดขนาดใหญ่ผ่านพื้นที่เศรษฐกิจ เอาชนะน้ำท่วมและข้อจำกัดด้านพื้นที่ได้พร้อมๆ กัน
ทั้งหมดที่กล่าวมาใช้งบประมาณ 2,500 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์หรือประมาณ 62,500 ล้านบาท อย่างไรก็ตามใช่ว่าระบบนี้จะไร้เทียมทาน เพราะยังมีความเสี่ยงจากน้ำท่วมฉับพลันได้หากฝนตกหนักเกินขีดความสามารถในการรองรับ แต่ก็ช่วยให้พื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมของสิงคโปร์ลดลงจากประมาณ 3,200 เฮกตาร์หรือประมาณ 20,000 ไร่ในทศวรรษ 1970 เหลือ 23.3 เฮกตาร์ หรือ 146 ไร่ในปี 2025 หรือคิดเป็น 99.3% นั้นหมายถึงการได้พื้นที่คืนกว่า 19,854 ไร่กลับมาใช้ประโยชน์
5. จีน: จากเมืองคอนกรีตสู่เมืองฟองน้ำ
แม้มีขนาดกว้างใหญ่ไพศาล แต่การขยายตัวของเมืองในจีนก็ทำให้พื้นที่ธรรมชาติจำนวนมากถูกแทนที่ด้วยถนน อาคาร และพื้นผิวคอนกรีต ทำให้น้ำฝนซึมลงดินได้น้อยลงและไหลไปลงที่ระบบระบายน้ำอย่างรวดเร็ว
จีนจึงผลักดันแนวคิด “Sponge City” หรือเมืองฟองน้ำตั้งแต่ปี 2015 ส่งเสริมให้เมืองต่าง ๆ เพิ่มพื้นที่สีเขียว พื้นผิวซึมน้ำ บ่อกักเก็บน้ำ และพื้นที่ชุ่มน้ำ ออกแบบให้เมืองดูดซับ ชะลอ กักเก็บ และนำน้ำฝนกลับมาใช้ประโยชน์ แทนการเร่งระบายน้ำทั้งหมดออกจากเมืองทันที
หัวใจสำคัญของแผนนี้คือการลดปริมาณน้ำฝนที่ไหลเข้าสู่ระบบระบายน้ำพร้อมกัน ใช้พื้นผิวที่น้ำสามารถซึมผ่านได้ เช่น ทางเดินที่ทำจากวัสดุซึมน้ำ สวนรับน้ำ และพื้นที่สีเขียวที่ออกแบบให้กักเก็บน้ำชั่วคราว ทำให้เมื่อฝนตกลงมาน้ำบางส่วนจะซึมลงสู่ดิน บางส่วนถูกกักเก็บไว้ในพื้นที่สีเขียว และบางส่วนถูกนำเข้าสู่ระบบกักเก็บน้ำเพื่อนำกลับมาใช้ประโยชน์ ทำให้เมืองให้มีคุณสมบัติคล้ายฟองน้ำ ซึ่งเป็นที่มาของชื่อ ปัจจุบันจีนมีโครงการเมืองฟองน้ำในหลายนครใหญ่ทั่วประเทศ เช่น เมืองอู่ฮั่น (Wuhan) ฮาร์บิน (Harbin) เซี่ยงไฮ้ (Shanghai) เซินเจิ้น (Shenzhen) ฉงชิ่ง (Chongqing) และอื่นๆ
อย่างไรก็ตามวิธีนี้มีจุดอ่อนสำคัญ การศึกษาของเมืองอู่ฮั่นพบว่าเมืองฟองน้ำช่วยแบ่งเบาระบบระบายน้ำได้ดีระดับหนึ่ง แต่ประสิทธิภาพจะลดลงเมื่อมีมีฝนตกหนักเพราะพื้นที่สีเขียวและระบบกักเก็บน้ำมีความจุจำกัด เช่น เหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในเมืองเจิ้งโจว (Zhengzhou) เมื่อปี 2021 แม้เมืองนี้จะเป็นพื้นที่นำร่องโครงการเมืองฟองน้ำเช่นกัน แต่เมื่อต้องเผชิญฝนตกหนักเป็นประวัติการณ์ เมืองก็รับไม่ไหวจนเกิดน้ำท่วมรุนแรง ดังนั้น เมืองฟองน้ำจึงเหมาะสำหรับใช้เป็นส่วนหนึ่งของการจัดการน้ำฝนในเมือง แต่ยังจำเป็นต้องใช้ร่วมกับระบบระบายน้ำขนาดใหญ่ การวางผังเมือง และระบบเตือนภัยที่มีประสิทธิภาพ
จะเห็นได้ว่า ทั้ง 5 ประเทศมีวิธีจัดการน้ำท่วมที่แตกต่างกันไปตามปัญหาของตัวเอง แต่สิ่งหนึ่งที่ทุกประเทศมีเหมือนกัน คือวิสัยทัศน์ของรัฐบาลและผู้บริหารเมืองที่มองน้ำท่วมเป็นปัญหาระยะยาวที่ต้องรับมือด้วยวิธีที่ยาวพอกัน เพราะโครงการระดับนี้ไม่มีทางเกิดได้ด้วยความพยายามของประชาชนเพียงลำพัง แต่ต้องเกิดจากความคิดริเริ่มและนโยบายที่ต่อเนื่องของภาครัฐ
หยุดแก้ปัญหาแบบปีต่อปีเพื่อไม่ให้ประชาชนต้องเผชิญความสูญเสียซ้ำแล้วซ้ำเล่า
---
เรื่องและภาพ : นพรุจ สงวนจังวงศ์
ภาพประกอบในคอมเมนต์
#น้ำท่วม #อุทกภัย #เนเธอร์แลนด์ #ญี่ปุ่น #เดนมาร์ก #สิงคโปร์ #จีน #เรื่องเล่าเขย่าโลก #นพรุจขุดมาเล่า