23/10/2026
ร่วงแรง! ทองหลุด 4,100 ดอลลาร์ น้ำมันแพงบีบความหวังดอกเบี้ยขาลง
ทองที่ควรได้แรงหนุนจากความกลัว กลับร่วงหลุด 4,100 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เมื่อราคาน้ำมันพุ่งจนตลาดกังวลว่าเงินเฟ้อสหรัฐจะลงยาก และดอกเบี้ยอาจต้องอยู่สูงนานกว่าที่เคยคิด
ช่วงเช้าวันที่ 22 ตุลาคม ราคาทองคำตลาดโลกแบบส่งมอบทันทีลดลง 1.1% มาอยู่ที่ 4,094.90 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับจากวันที่ 14 ตุลาคม ขณะที่สัญญาทองคำสหรัฐส่งมอบเดือนธันวาคมลดลง 0.9% เหลือ 4,111.40 ดอลลาร์ ตัวเลขชุดนี้เป็นภาพเวลา 03.33 น. GMT ไม่ใช่ราคาปิดของวัน
แรงขายหนักขึ้นระหว่างวัน ข้อมูลราคาย้อนหลัง XAU/USD ของวันที่ 22 ตุลาคมบันทึกระดับปลายวันไว้ราว 4,024.54 ดอลลาร์ ลดลงประมาณ 2.45% จากวันก่อน ตัวเลข 4,024 ดอลลาร์เป็นข้อมูลปลายวันของทองตลาดโลกแบบส่งมอบทันที ส่วน 4,111.40 ดอลลาร์ข้างต้นเป็นภาพสัญญาล่วงหน้าเดือนธันวาคมในเวลา 03.33 น. GMT จึงต้องแยกทั้งชนิดราคาและเวลาให้ชัดครับ
สิ่งที่ทำให้ข่าวนี้ใหญ่กว่าการลงของราคา คือทองร่วงในวันที่ความเสี่ยงโลกสูงขึ้น ราคาน้ำมันดิบเบรนท์กระโดด 4% ไปที่ 113.17 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังแตะระดับสูงสุดในรอบห้าเดือน ความกังวลเรื่องสงครามกับอิหร่านและความเสี่ยงต่ออุตสาหกรรมพลังงานทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลกผันผวนตามไปด้วย
โดยปกติ ภาพสงคราม น้ำมันแพง และตลาดหุ้นลดลง มักทำให้คนคิดว่าทองต้องขึ้น แต่ครั้งนี้ตลาดมองผ่านเหตุการณ์ตรงหน้าไปถึงปลายทางของเงินเฟ้อ น้ำมันเป็นต้นทุนสำคัญของการขนส่ง การผลิต และค่าครองชีพ หากราคาพลังงานสูงอยู่นาน ธนาคารกลางสหรัฐย่อมลดดอกเบี้ยได้ยากขึ้น หรืออาจต้องคงดอกเบี้ยในระดับสูงต่อไป
ทองไม่มีดอกเบี้ยในตัว เมื่อเงินฝากและพันธบัตรยังให้ผลตอบแทนสูง ต้นทุนของการถือทองจึงเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับสินทรัพย์ที่สร้างกระแสเงินสด นักลงทุนบางส่วนเลือกพันธบัตรแทน แม้ทองยังมีบทบาทเป็นที่พักเงินระยะยาว แต่ในระยะสั้น ความกลัวดอกเบี้ยสูงสามารถกดราคาทองได้แรงกว่าความต้องการหลบภัยจากข่าวสงคราม
ความต่างระหว่างราคาช่วงเช้าที่ 4,094.90 ดอลลาร์ กับระดับราว 4,024 ดอลลาร์ภายหลัง ยังสะท้อนว่าแรงขายไม่ได้จบแค่ปฏิกิริยาแรก ตลาดค่อย ๆ เปลี่ยนความคิดจาก “น้ำมันขึ้นเพราะความเสี่ยง” ไปเป็น “น้ำมันแพงอาจทำให้เงินเฟ้อกลับมาหนัก” และเมื่อเรื่องดอกเบี้ยเข้ามาเกี่ยว ทองก็ถูกขายต่อเนื่อง
แต่ภาพของตลาดวันเดียวกันไม่ได้เดินเป็นเส้นตรง อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปีลดลงจาก 5.13% เหลือ 4.97% เพราะนักลงทุนซื้อพันธบัตรเพื่อหลบความเสี่ยงจากหุ้น ทองกลับไม่ฟื้นตาม การเคลื่อนไหวนี้บอกว่า เงินที่หนีความเสี่ยงไม่ได้ไหลเข้าสินทรัพย์ปลอดภัยทุกชนิดพร้อมกัน ตลาดเลือกพันธบัตรซึ่งมีทั้งสภาพคล่องสูงและดอกเบี้ยมากกว่าทองในช่วงเวลานั้น
ฝั่งตลาดหุ้นสะท้อนความกลัวได้ชัด ดัชนี S&P 500 ลดลง 1.2% เป็นวันที่แย่ที่สุดนับจากเดือนกรกฎาคม ส่วน Nasdaq ลดลง 2.6% จากแรงขายหุ้นเทคโนโลยีและหุ้นที่เกี่ยวกับปัญญาประดิษฐ์ เงินจึงไม่ได้หนีจากความเสี่ยงไปทองเพียงทางเดียว แต่กระจายไปพันธบัตร เงินสด และการลดสถานะลงทุน
สิ่งที่ต้องแยกให้ออกอีกเรื่องคือ ราคาทองโลกแบบส่งมอบทันที สัญญาทองล่วงหน้า และราคาทองไทยไม่ใช่ตัวเลขเดียวกัน ราคาทองโลกอ้างเป็นดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ สัญญาล่วงหน้ามีเดือนส่งมอบ ส่วนราคาทองไทยยังขึ้นอยู่กับเงินบาท ความบริสุทธิ์ หน่วยบาททองคำ และส่วนต่างในประเทศ จึงไม่ควรนำเปอร์เซ็นต์จากคนละตลาดมาเทียบกันตรง ๆ
สำหรับตลาดรอบนี้ ตัวเลขความน่าจะเป็นจากสัญญาดอกเบี้ยยังเป็นเพียงภาพความคาดหวัง ณ ขณะหนึ่ง ไม่ใช่คำสัญญาของ Fed และเปลี่ยนได้ทุกนาทีตามน้ำมัน เงินเฟ้อ และข้อมูลเศรษฐกิจ ดังนั้น การเห็นตลาดให้น้ำหนักต่อการขึ้นดอกเบี้ยไม่ได้แปลว่าผลการประชุมถูกกำหนดไว้แล้ว
ทองไม่ได้หมดบทบาทเพราะราคาร่วงหนึ่งวัน แต่เหตุการณ์นี้เตือนว่า คำว่า “สินทรัพย์ปลอดภัย” ไม่ได้แปลว่าราคาต้องขึ้นทุกครั้งที่โลกมีปัญหา บางวันตลาดกลัวสงคราม แต่กลัวดอกเบี้ยสูงยาวนานมากกว่า และแรงสองชุดนี้สามารถดึงราคาทองไปคนละทางในเวลาเดียวกันได้
สิ่งที่ควรติดตามต่อจึงไม่ใช่แค่ทองจะเด้งกลับหรือไม่ แต่คือน้ำมันจะยืนเหนือระดับสูงได้นานแค่ไหน ดอกเบี้ยพันธบัตรและดอลลาร์ตอบสนองอย่างไร และ Fed มองแรงกดดันเงินเฟ้อจากพลังงานเป็นเหตุชั่วคราวหรือเป็นปัญหาที่ต้องจัดการเพิ่ม เพราะคำตอบสามเรื่องนี้จะกำหนดว่าทองถูกมองเป็นที่หลบภัย หรือเป็นสินทรัพย์ที่เสียเปรียบดอกเบี้ยในช่วงถัดไปครับ
#ทองคำ #ราคาทอง #น้ำมัน #เงินเฟ้อ #ดอกเบี้ยสหรัฐ #เศรษฐกิจโลก